เนื้อหนังคืออะไร ?




คำถาม: เนื้อหนังคืออะไร ?

คำตอบ:
จอห์น น็อกซ์ (ปี ค.ศ. 1510-1572) เป็นนักบวชชาวสก๊อต ผู้นำการปฏิรูปโปรเตสแตนต์ และเป็นคนที่ถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งนิกายเพรสไบทีเรียนในสกอตแลนด์ น็อกซ์ได้รับการยกย่องจากนักศาสนศาสตร์ร่วมสมัย ว่าเป็นคนที่สำแดงตนว่าเป็นตรา ประทับเพื่อพระเจ้า และมีความมุ่งมั่นยึดความจริงในพระคัมภีร์และการใช้ชีวิตบริสุทธิ์ แต่ ในขณะที่เขาใกล้จะตายนั้น สิทธิชนของพระเจ้าคนนี้ยอมรับว่าเขาได้ต่อสู้เป็นส่วนตัวกับธรรมชาติบาปที่เขาได้รับมรดกจากอดัม

โรม 5:12 “เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป”

น็อกซ์กล่าวว่า "ผมรู้ว่าการต่อสู้หนักเพียงไร ระหว่างเนื้อหนังและจิตวิญญาณ ภายใต้กางเขนแห่งความทุกข์หนักมาก เมื่อไม่มีการป้องกันฝ่ายโลกเลย แต่ความตายกลับปรากฏฉันรู้คำบ่นพึมพำและขัดข้องใจเรื่องเนื้อหนัง ... "

คำกล่าวของน็อกซ์ฟังดูน่าทึ่ง เช่นเดียวกับคำกล่าวของอัครทูตเปาโล ที่ได้ยอมรับอย่างเปิดเผย เรื่องการต่อสู้เป็นส่วนตัวกับธรรมชาติบาปของท่าน

โรม 7:14-24 “เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ ให้อยู่ใต้บาป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรา รถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น เหตุฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนา ดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นกฎธรรมดาอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำความดี ความชั่วก็พร้อมที่จะผุดขึ้น เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชื่นชมในธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้ ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้”

เปาโลระบุในจดหมายที่ท่านเขียนถึงชาวโรมันว่ามีบางสิ่งบางอย่าง "ในอวัยวะทั้งหลาย " แห่งกายของท่าน ที่ท่านเรียกว่า "เนื้อหนังของเรา ซึ่งสร้างความยากลำบากในชีวิตคริสเตียนของท่าน และทำให้ท่านตกเป็นจำเลยบาป มาร์ติน ลูเธอร์ ในคำนำของพระธรรมโรมัน ให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้คำว่า"เนื้อหนัง" ของเปาโล โดยกล่าวว่า " ดังนั้น ท่านต้องไม่เข้าใจ 'เนื้อหนัง' ราวกับว่าเป็นเพียง 'เนื้อหนัง' เกี่ยวกับความไม่บริสุทธิ์ แต่อัครทูตปาโลใช้ 'เนื้อหนัง' ของร่างกายคน ร่างกายและวิญญาณ เหตุผลและรวมทั้งปัญญาความสามารถทั้งหมดของท่าน เพราะทุกสิ่งที่อยู่ในตัวท่านใคร่อยากจะฟันฝ่าต่อเนื้อหนัง" ความคิดเห็นของลูเธอร์ชี้ให้เห็นว่า "เนื้อหนัง" เปรียบเทียบความรักกับความปรารถนา ที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า ไม่เพียง แต่ในพื้นที่การประพฤติทางเพศ แต่ในทุกพื้นที่ของชีวิต

การที่จะได้รับความเข้าใจที่มั่นคงของคำว่า "เนื้อหนัง" จำต้องมีการตรวจสอบการใช้คำและคำจำกัดความในพระคัมภีร์ ว่ามันปรากฏในชีวิตของทั้งผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่ออย่างไร ผลลัพธ์ที่ตามมา และเราสามารถเอาชนะมันในที่สุดได้อย่างไร

คำนิยามของคำว่า "เนื้อหนัง"
คำภาษากรีกของ "เนื้อหนัง" ในพันธสัญญาใหม่คือคำว่า sarx คำที่มักจะอยู่ในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงสภาพร่างกายอย่างไรก็ตาม พจนานุกรภาษากรีก-อังกฤษของพันธสัญญาใหม่ และวรรณกรรมคริสเตียนสมัยแรกเล่มอื่น อธิบายคำดังนี้ : "สภาพร่างกายเป็นสิ่งที่มีตัวตนที่ทำหน้าที่ ในความคิดของเปาโล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกส่วนของร่างกายประกอบขึ้นเป็นทั้งหมดที่เรารู้จัก ว่าเป็นเนื้อหนัง ซึ่งถูกครอบงำโดยบาป จนถึงระดับหนึ่ง ที่ไหนก็ตามที่มีเนื้อหนัง ความบาปทุกรูปแบบก็จะอยู่ด้วยเช่นกัน และไม่มีสิ่งดีใดๆ สามารถอยู่ได้"

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่ามนุษย์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยวิธีนี้ หนังสือปฐมกาลบอกว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นอย่างเหมาะสมดีและสมบูรณ์แบบ:

ปฐมกาล 1:26-27 “แล้วพระเจ้าตรัสว่า ‘ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลา ในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อ ยคลานบนแผ่นดิน’ พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง”

เพราะพระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบ และเนื่องจากผลย่อมเกิดจากสาเหตุเป็นสาระสำคัญเสมอ [นั่นคือ พระเจ้าที่ทรงแสนดีทรงสามารถสร้างสิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น

มัทธิว 7:18 “ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้”

ทั้งอดัมและอีฟถูกสร้างขึ้นอย่างดีพร้อมและไม่มีบาป แต่เมื่ออาดัมและอีฟทำบาป ลักษณะของพวกเขาก็เสื่อมเสียไป และลักษณะนั้นได้ถูกส่งผ่านไปยังลูกหลานของพวกเขา

ปฐมกาล 5:3 “เมื่ออาดัมอยู่มาได้ร้อยสามสิบปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่งตามอย่างตามฉายาของเขาชื่อเสท”

ความจริงเรื่องธรรมชาติบาป มีสอนในหลายตอนในพระคัมภีร์ เช่นคำประกาศของดาวิด

เพลงสดุดี 51:5 “ดูเถิด ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความผิดบาป และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป”

ดาวิดไม่ได้หมายความว่าท่านเป็นผลผลิตของความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่ว่าบิดามารดาของท่านได้ส่งต่อธรรมชาติบาปมาให้แก่ท่าน

ในแง่ศาสนศาสตร์ บางครั้งสิ่งนี้เรียกว่า "Traducian" (มาจากคำภาษาละตินมีความหมาย "จากกิ่งก้านสาขา") มุมมองของลักษณะมนุษย์ มุมมอง Traducian คือว่า วิญญาณของคนถูกสร้างขึ้นผ่านทางพ่อแม่ของเขา พร้อมกับกระบวนการที่เด็กสืบทอดธรรมชาติที่ล้มลงในบาปของพวกเขา

มุมมองของพระคัมภีร์เรื่องลักษณะของมนุษย์ แตกต่างจากของปรัชญากรีกที่ว่า พระคัมภีร์กล่าวถึงลักษณะทางกายและจิตวิญญาณของมนุษย์ว่าดีในตอนเริ่มต้น ในทางตรงกันข้าม นักปรัชญาเช่น เพลโตมองในระบบคู่หรือการแบ่งเป็น 2 ขั้วในมนุษย์แนวคิดดังกล่าวในที่สุดสร้างทฤษฎีที่ว่าร่างกาย (ทางกายภาพ) นั้นแย่ แต่วิญญาณของคนนั้นดี คำสอนนี้มีอิทธิพลต่อกลุ่มต่างๆ เช่นพวกนอสติก ผู้ที่เชื่อว่าโลกฝ่ายกายถูกสร้างขึ้นอย่างผิดพลาด โดยผู้ที่ใหญ่กว่ามนุษย์แต่ด้อยกว่าพระเจ้า ที่เรียกว่า "ผู้สร้างโลก" พวกนอสติกต่อต้านหลักคำสอนเรื่องพระคริสต์จุติลงมาบังเกิดในสภาพมนุษย์ เพราะพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะไม่มีวันมีรูปกาย เนื่องจากร่างกายเป็นสิ่งที่ชั่ว อัครทูตยอห์นเผชิญกับรูปแบบของคำสอนนี้ในสมัยท่านและได้เตือนให้ระวังไว้:

1 ยอห์น 4:1-3 “ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆวิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆ ว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก โดยข้อนี้ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า คือวิญญาณทั้งปวงที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็มาจากพระเจ้า และวิญญาณทั้งปวงที่ไม่ยอมรับเชื่อพระเยซู วิญญาณนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า วิญญาณนั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินว่าจะมา และบัดนี้ก็อยู่ในโลกแล้ว

ยิ่งกว่านั้น พวกนอสติกสอนว่ามันไม่สำคัญ สิ่งที่ผู้คนทำในฝ่ายกายของเขา เพราะว่าทั้งหมดนั้นวิญญาณเป็นสิ่งที่สำคัญหลักการเป็นคู่แบบเพลโตนี้ ส่งผลแบบเดียวกันย้อนกลับมาในศตวรรษแรก ดังที่มันเป็นทุกวันนี้ มันนำไปสู่การถือสันโดษหรือความมักมากในกามอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งพระคัมภีร์ตำหนิทั้งสองด้าน

โคโลสี 2:23 “จริงอยู่สิ่งเหล่านี้ดูท่าทีมีปัญญา คือการเต็มใจนมัสการ การถ่อมตัวลง และการทรมานกาย แต่ไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้กับความต้องการของเนื้อหนัง”

ยูดา 4 “เพราะว่ามีบางคนได้แอบแฝงเข้ามา ซึ่งพระคัมภีร์ได้บ่งไว้นานแล้วว่า เขาจะถูกพิพากษาลงโทษอย่างนี้ เขาเหล่านั้นเป็นคนอธรรม ที่ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเราเป็นเหตุให้กระทำความชั่วช้าลามกและเขาปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่องค์เดียว”

มันขัดกับแนวคิดแบบกรีกมาก พระคัมภีร์กล่าวว่าธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายจิตวิญญาณ นั้นดี แต่ทั้งสองได้รับผลกระทบจากบาปในทางกลับกัน ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้จากบาป เป็นลักษณะที่มักจะเรียกว่า "เนื้อหนัง" ในพระคัมภีร์---บางสิ่งบางอย่างที่ตรงข้ามกับพระเจ้า และแสวงหาความพึงพอใจในเรื่องบาป บาทหลวง มาร์ค บิวเบค ให้คำจำกัดความเนื้อหนังอย่างนี้: "เนื้อหนังคือกฎของความล้มเหลวที่มีอยู่ในธรรมชาติ ทำให้มันเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ธรรมดาที่พระเจ้าจะทรงโปรดหรือรับใช้พระเจ้า มันเป็นพลังภายในซึ่งต้องกระทำโดยสืบทอดมาจากการล้มลงในบาปของมนุษย์ ซึ่งแสดงออกถึงตัวเองในการขัดขืนทั่วไปและเฉพาะต่อพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ เนื้อหนังไม่สามารถได้รับการปฏิรูปหรือปรับปรุง ความหวังเดียวสำหรับการหลบหนีจากกฎของเนื้อหนังคือ การประหารทิ้งไป และการเปลี่ยนโดยมีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์โดยสิ้นเชิง"

การสำแดงให้เห็นเด่นชัดและการต่อสู้กับเนื้อหนัง
เนื้อหนังสำแดงให้เห็นตัวมันเองในมนุษย์อย่างไร พระคัมภีร์ตอบคำถามแบบนี้:

กาลาเทีย 5:19-21 “การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การลามก การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า”

ตัวอย่างของการทำงานของเนื้อหนังในโลกให้เสร็จเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้ง พิจารณาข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าไม่กี่อย่าง ที่นำมาจากการสำรวจล่าสุด เกี่ยวกับผลกระทบของสื่อลามกในอเมริกา จากการศึกษา พบว่าทุกวินาทีในสหรัฐอเมริกา .:
• เงินก้อน $3,075.64 ถูกใช้ในเรื่องสื่อลามกอนาจาร
• ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 28,258 คนกำลังดูภาพลามกอนาจาร
• ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 372 คน กำลังพิมพ์ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาผู้ใหญ่ผ่านทางเว็ปค้นหา

และทุกๆ 39 นาที วิดีโอลามกอนาจารใหม่ๆ กำลังถูกผลิตขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา สถิติดังกล่าวเน้นย้ำคำพูดที่กล่าวโดยผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ผู้ที่เป็นทุกข์โศกเศร้า

เยเรมีย์ 17:9 “จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า”

ผลลัพธ์ที่ตามมาของเนื้อหนัง
พระคัมภีร์กล่าวว่าการมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง สร้างผลกระทบที่โชคร้ายตามมาหลายอย่าง ประการแรก พระคัมภีร์กล่าวว่า บรรดาผู้ที่มีชีวิตอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง และผู้ที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงหรือกลับใจจากพฤติกรรมบาปของตน จะถูกแยกจากพระเจ้าทั้งในชีวิตนี้และอนาคต:

โรม 6:21 “ขณะนั้นท่านได้ประโยชน์อะไรในการเหล่านั้น ซึ่งบัดนี้ท่านทั้งหลายก็ละอาย ด้วยว่าผลสุดท้ายของการเหล่านั้น ก็คือความตาย”

โรม 8:13 “เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ ท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสียท่านก็จะดำรงชีวิตได้”

กาลาเทีย 6:7-8 “อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น”

นอกจากนี้ คนนั้นจะกลายเป็นทาสต่อธรรมชาติฝ่ายเนื้อหนังของเขาหรือเธอ:

โรม 6:16 “ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า ถ้าท่านยอมตัวรับใช้ฟังคำของผู้ใด ท่านก็เป็นทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟังนั้น คือเป็นทาสของบาปซึ่งนำไปสู่ความตาย หรือเป็นทาสของการเชื่อฟังซึ่งนำไปสู่ความชอบธรรมก็ตาม”

การตกเป็นทาสนี้มักนำไปสู่วิถีชีวิตที่เป็นอันตราย และการใช้ชีวิตที่เสื่อมลง ในฐานะเป็นผู้เผยพระวจนะ โฮเชยากล่าวว่า:

โฮเชยา 8:7 “เพราะว่าเขาหว่านลม เขาจึงต้องเกี่ยวลมบ้าหมู ต้นข้าวไม่มีรวง จะไม่เกิดข้าวสำหรับทำแป้ง ถึงจะเกิด คนต่างด้าวก็เอาไปกิน”

ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ก็คือว่า การเชื่อฟังเนื้อหนังส่งผลทำลายบทบัญญัติศีลธรรมของพระเจ้าเสมอ อย่างไรก็ตาม ในความหมายที่เป็นจริง คนไม่น่าละเมิดบทบัญญัติศีลธรรมของพระเจ้า แม้ว่าแน่นอนเขาไม่เชื่อฟังมัน ตัวอย่างเช่น คนเราสามารถปีนขึ้นไปบนหลังคา ผูกเสื้อคลุมรอบคอของเขา และกระโดดลงมาจากหลังคา โดยหวังที่จะฝ่าฝืนกฎของแรงโน้มถ่วง อย่างไรก็ตาม เขาจะได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า เขาไม่สามารถบินได้ เขาไม่สามารถหักล้างกฎของแรงโน้มถ่วง และสิ่งเดียวที่เขาหักได้ในที่สุดคือตัวเอง ในขณะที่อยู่ในกระบวนการพิสูจน์กฎของแรงโน้มถ่วง เช่นเดียวกันที่เป็นจริงเรื่องการประพฤติด้านศีลธรรม: คนอาจไม่ประพฤติตามบทบัญญัติศีลธรรมของพระเจ้าโดยการใช้ชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง แต่เขาเพียงจะพิสูจน์บทบัญญัติศีลธรรมของพระเจ้าว่าจริงแท้ โดยทำลายตนเองในทางหนึ่งโดยพฤติกรรมของเขาเอง

เอาชนะเนื้อหนัง
พระคัมภีร์มีกระบวนการสามขั้นตอนสำหรับการเอาชนะเนื้อหนัง และรื้อฟื้นตัวเองให้มีการสามัคคีธรรมที่ถูกต้องกับพระเจ้า ขั้นตอนแรกคือการเดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ที่ซึ่งคนยอมรับพฤติกรรมบาปของเขาต่อพระพักตร์พระเจ้าข้อนี้เกี่ยวข้องกับการเห็นด้วยกับสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับว่า ทุกคนเกิดจากพ่อแม่ฝ่ายกายของตน: คนเราเป็นคนบาปและเข้าสู่โลก โดยการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าที่สร้างพวกเขาขาดสะบั้นลง:

เพลงสดุดี 130:3 “ข้าแต่พระเจ้า ถ้าพระองค์จะทรงหมายความบาปผิดไว้ องค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า ผู้ใดจะยืนอยู่ได้”

1ยอห์น 1:8, 10 “ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป เราก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็มิได้อยู่ในเราทั้งหลายเลย”

ขั้นต่อไปคือเดินในพระวิญญาณ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการร้องเรียกพระเจ้าเพื่อรับความรอดและได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยให้คนมีกำลังที่จะมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องต่อพระพักตร์พระเจ้า และไม่เชื่อฟังความต้องการของเนื้อหนัง การเปลี่ยนแปลงใหม่และการเดินในชีวิตใหม่นี้ มีบรรยายไว้ในหลายตอนในพระคัมภีร์:

กาลาเทีย 2:20 “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละ พระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า”

โรม 6:11 “เหมือนกันเช่นนั้นแหละ ท่านทั้งหลายจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์”

กาลาเทีย 5:16 “แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง”

กาลาเทีย 3:27 “เพราะเหตุว่าคนที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว ก็จะสวมชีวิตพระคริสต์”

โรม 13:14 “แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง”

เอเฟซัส 5:18 “และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ”

เพลงสดุดี 119:11 “ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์”

ขั้นตอนสุดท้ายคือการเดินสู่ความตาย ที่ซึ่งเนื้อหนังหิวโหยความปรารถนา เพื่อว่ามันจะตายในที่สุด แม้ว่าคนเราจะเกิดอีกครั้งโดยพระวิญญาณของพระเจ้า เขาต้องเข้าใจว่าเขายังคงมีธรรมชาติเดิมกับความปรารถนานั้น ที่ทำสงครามกับธรรมชาติใหม่ และความปรารถนาที่มาจากพระวิญญาณ จากจุดยืนในทางปฏิบัติ พวกคริสเตียนจงใจหลีกเลี่ยงการเลี้ยงดูลักษณะเดิมฝ่ายเนื้อหนัง และฝึกฝนพฤติกรรมใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพระวิญญาณ:

1 ทิโมธี 6:11 “แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีเสียจากสิ่งเหล่านี้ จงมุ่งมั่นในความชอบธรรม ในทางของพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทน และความอ่อนสุภาพ”

2 ทิโมธี 2:22 “ดังนั้นท่านจงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม และจงใฝ่ในทางธรรม ในความเชื่อ ความรัก และสันติสุขร่วมกับผู้ที่ออกพระนามของ องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์”

1โครินธ์ 9:27 “แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศ ข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้”

โคโลสี 3:5 “เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ กาลาเทีย 5:24 “ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว”

โรม 6:6 “เราทั้งหลายรู้แล้วว่า ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป”

เอเฟซัส 4:20-24 “แต่ว่าท่านไม่ได้เรียนรู้จักพระคริสต์อย่างนั้น ถ้าแม้ท่านได้ฟังเรื่องพระองค์ และได้เรียนรู้เรื่องพระองค์ตามสัจธรรม ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูแล้ว ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่าน ซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย อันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง และจงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่ และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง”

ข้อสรุป
ซูซานนา เวสลีย์ มารดาของนักเทศน์ที่สำคัญ และผู้เขียนเพลงชีวิตคริสเตียน ยอห์นและชาร์ลส์ เวสลีย์ อธิบายความบาปและเนื้อหนังดังนี้: "สิ่งใดก็ตามที่ทำให้เหตุผลของคุณ อ่อนลง บั่นทอนความอ่อนโยนของจิตสำนึกของคุณ ปิดบังการรับรู้จักพระเจ้าของคุณไว้ หรือนำเอาความเพลิดเพลินต่อสิ่งฝ่ายวิญญาณของคุณไปเสีย โดยสรุป – ถ้ามีอะไรเพิ่มพูนสิทธิอำนาจและอำนาจของ เนื้อต่อพระวิญญาณ ที่นั่นกลายเป็นบาปสำหรับคุณ แต่ก็เป็นสิ่งดีในตัวมันเอง " หนึ่งในเป้าหมายของชีวิตคริสเตียนคือ ชัยชนะของพระวิญญาณต่อเนื้อหนัง และการเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งแสดงออกในการดำรงชีวิตที่ชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้า

แม้ว่าการต่อสู้จะเป็นจริงมาก (ซึ่งพระคัมภีร์กล่าวชัดเจน), คริสเตียนได้รับความเชื่อมั่นจากพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงนำความสำเร็จต่อเนื้อหนังแก่พวกเขาในที่สุด

ฟีลิปปี 1:6 “ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์”



กลับสู่หน้าภาษาไทย



เนื้อหนังคืออะไร ?