แนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกคืออะไร?


คำถาม: แนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกคืออะไร?

คำตอบ:
แนวความคิดด้านแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกคือการที่มนุษยชาติรับรองว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกสร้างและเป็นธรรมชาติที่จะอยู่ชั่วนิรันดร์ เป้าหมายคือมนุษย์ฟื้นฟูตัวเองโดยที่ไม่ได้อ้างถึงหรือรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า แนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกเติบโตขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 18 คือยุคเรืองปัญญาและ ศตวรรษที่ 19 ยุคที่มีการคิดอย่างอิสระเสรี คริสเตียนบางคนอาจจะประหลาดใจกับการที่มีข้อตกลงร่วมกับแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลก คริสเตียนและแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกมีข้อตกลงร่วมกันอย่างมีเหตุผล ไม่มีการสอบถาม การแยกศาสนจักรกับอาณาจักร แนวความคิดเกี่ยวกับอิสรภาพและการศึกษาทางด้านศีลธรรม อย่างไรก็ตามทั้งสองความเชื่อนี้มีความแตกต่างกันในหลายด้าน แนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกมีพื้นฐานศีลธรรมและความคิดเกี่ยวกับความยุติธรรมในการวิจารณ์ปัญญาที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพระคัมภีร์ ซึ่งคริสเตียนนั้นพึ่งพาสติปัญญาเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกและผิด ดีและชั่ว และแม้ว่าผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกและคริสเตียนจะได้รับการพัฒนาแล้วใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับคริสเตียนแล้วเครื่องมือเหล่านี้มนุษย์ใช้เพื่อเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า ในทางตรงกันข้ามผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกมองสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่จะรับใช้มนุษย์และจบลงโดยไม่มีการอ้างถึงพระเจ้า ในคำถามของพวกเขาเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของชีวิต ผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกไม่ยอมรับว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์มาจากผงคลีดินของโลกนี้ โดยการสร้างโลกและสิ่งมีชีวิตจากความว่างเปล่าก่อนเป็นอันดับแรก สำหรับผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกธรรมชาติเป็นแหล่งของพลังสำหรับประสบการณ์ส่วนตัวชั่วนิรันดร์

ผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกอาจจะประหลาดใจที่คริสเตียนหลายคนมีทัศนคติของความไม่เชื่อทางศาสนาและความคิดเชิงเหตุผลในด้านการศึกษาร่วมกัน การตามรูปแบบของบาเรียนชั้นสูง คริสเตียนที่มีแนวคิดแบบมนุษย์นิยมทางคริสต์ศาสนาอ่านและเข้าใจคำแนะนำ แต่เราตรวจสอบทุกอย่างตามความเป็นจริงของพระคัมภีร์ (กิจการ 17:11) เราไม่ได้เพียงแค่ยอมรับมุมมองที่ได้รับการยืนยันหรือมุมมองทางด้านจิตใจที่เข้ามาในใจของเรา แต่ตรวจสอบความคิดและ "ความรู้" ทั้งหมดต่อพระคำของพระเจ้าที่มีมาตรฐานที่แน่นอนเพื่อที่จะเชื่อฟังพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (ดู 2 โครินธ์ 10:5, 1 ทิโมธี 6:20) คริสเตียนที่มีแนวคิดแบบมนุษย์นิยมทางคริสต์ศาสนาเข้าใจว่าสมบัติและสติปัญญานั้นซ่อนอยู่ในพระคริสต์ (โคโลสี 2:3) และแสวงหาการเติบโตในสติปัญญาทั้งหมดสำหรับสิ่งดีทุกอย่างสำหรับการรับใช้ของพระคริสต์ (ฟิลิปปี 1:9, 4:6, โคโลสี 1:9) ไม่เหมือนกับผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกซึ่งปฏิเสธความคิดของความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมา เราเชื่อในพระคำของพระเจ้าซึ่งมาตรฐานนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่ดราวัดหรือการตรวจสอบคุณภาพสิ่งต่างๆ ความคิดเห็นคร่าวนี้ไม่ได้ขยายความแนวคิดแบบมนุษย์นิยมทางคริสต์ศาสนาแต่พวกเขาเพิ่มชีวิตและความสัมพันธ์สำหรับคำนิยามของการรักษาที่ให้ไว้ในศัพทานุกรม (ยกตัวอย่างเช่น พจนานุกรมสากลใหม่ฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สามของเว็บสเตอร์ ให้นิยามคริสเตียนที่มีแนวคิดแบบมนุษย์นิยมทางคริสต์ศาสนาว่า "ปรัชญาที่สนับสนุนความเหมือนกันของมนุษย์ภายในกรอบความคิดของหลักการปฏิบัติของคริสเตียน")

ก่อนที่คริสเตียนจะตอบสนองต่อแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกเราต้องศึกษาคำว่ามนุษย์นิยม มนุษย์นิยมโดยธรรมดาแล้วทำให้ระลึกถึงการเกิดใหม่หรือการเปิดเผยของการเรียนรู้หรือวัฒนธรรมโบราณที่เกิดขึ้นในช่วงยุคเรเนสซองส์ ในเวลานั้น "มนุษย์นิยม" ได้พัฒนาแบบอย่างที่เข้มงวดจากแบบอย่างพื้นฐานทางวิชาการของกรีกและโรมันและพยายามที่จะสร้างรูปแบบลาตินใหม่ (ในความสามารถทางการประพันธ์และการเรียนเทคนิค ประวัติและการวิจารณ์ทางด้านจิตรกรรม การวาดรูป การแกะสลัก) และสถาบันการเมืองที่ขึ้นอยู่กับแบบอย่างเหล่านี้ อย่างไรก็ตามกก่อนยุคเรเนสซองส์ "แนวคิดแบบมนุษย์นิยมทางคริสต์ศาสนา" ก้าวหน้าในงานที่พวกเขาทำและนึกถึงออกัสติน อไควนัส เอรัสมุสและคนอื่นๆ บางคนมองว่าแม้กระทั่งการที่เพลโตเป็นนักปรัชญานอกศาสนา เป็นรูปแบบการคิดที่เข้ากันได้กับการสอนของคริสเตียน ในขณะที่เพลโตเสนอสิ่งได้ผลประโยชน์มากมายแต่สมมุติฐานและข้อสรุปของเขาไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ เพลโตเช่นเดียวกับนีทเชอเชื่อใน "การเวียนว่ายตายเกิดของชีวิตอย่างเป็นนิรันดร์" (การกลับชาติมาเกิด) เขา (และชาวกรีกโดยทั่วไป) ให้ความเคารพอย่างคร่าวๆ ต่อเทพเจ้า แต่สำหรับพวกเขามนุษย์เป็นวิธีการสำหรับทุกสิ่งการแสดงออกแบบร่วมสมัยของแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกปฏิเสธทั้งนามของปัจจัยสำคัญของคริสเตียนสำหรับผู้นำและส่วนที่ความจริงซึ่งจำเป็นที่สุดของพระคัมภีร์เช่นความจริงที่ว่ามนุษย์นั้นเป็นพระฉายาของพระผู้สร้าง พระเจ้าที่ถูกเปิดเผยในพระคัมภีร์และในชีวิตบนโลกรวมถึงพันธกิจขององค์พระเยซู

ในขณะที่มีการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์การสืบค้นและการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการอบรมณ์อย่างกว้างขวางผู้ที่สามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้ที่เชื่อในมนุษย์นิยม (มนุษย์เหมือนดังเช่นโคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอ) ได้เปลี่ยนหลักศาสนาของโรมันคาทอลิก กรุงโรมปฏิเสธการค้นพบวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์แบบใหม่และประกาศคำแถลงการณ์ที่ขัดแย้งกับเรื่องสำคัญที่อยู่นอกขอบเขตความรู้ของความเชื่อ ชาววาติกันถือว่าในเมื่อพระเจ้าสร้างดวงดาวต่างๆ ในท้องฟ้า สิ่งเหล่านี้ต้องสะท้อนถึง "ความสมบูรณ์แบบ" ของพระผู้สร้าง ดังนั้นมันปฏิเสธสิ่งที่นักดาราศาสตร์ค้นพบคือวงโคจรของดาวเคราะห์นั้นเป็นวงรีไม่ใช่วงกลมเหมือนที่ยึดถือกันก่อนหน้านี้และดวงอาทิตย์มี "จุด" หรือส่วนที่เย็นและมืดกว่านี้ ความจริงเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้เหล่านี้และผู้หญิงและผู้ชายที่ได้ค้นพบมันไม่ได้โต้แย้งกับการสอนของพระคัมภีร์ ของจริงจากความจริงที่ถูกเปิดเผยในพระคัมภีร์ในเรื่องมนุษย์นิยมทางด้านวิทยาศาสตร์ที่แสดงลักษณะพิเศษโดยการปฏิเสธอำนาจและความจริงจากพระคัมภีร์รวมถึงนำไปยังรูปแบบของมนุษย์นิยมที่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับทางของโลกซึ่งเกิดขึ้นในช่วงยุคเรืองปัญญาซึ่งกินเวลาในช่วงศตวรรษที่ 18 และศตวรรษที่ 19 รวมถึงแผ่กระจากไปทั่วทวีปยุโรปซึ่งเติบโตโดยเฉพาะที่ประเทศเยอรมนี

ผู้ที่เชื่อในสรรพเทวนิยม อเทวนิยม ผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า ผู้รักความชอบธรรมและผู้ที่เชื่อในวิมตินิยมจำนวนมากไล่ตามแผนงานด้านปัญญาและไม่ได้รู้ทราบซึ้งถึงความจริงที่ถูกเปิดเผย ในวิธีการที่แยกกันและแตกต่างอย่างชัดเจน มนุษย์เหมือนกับรูโซและฮอบส์ที่เห็นวิธีแก้ไขปัญหาที่อศีลธรรมและมีเหตุผลต่อภาวะวิกฤติของมนุษย์ มากไปกว่านั้นงานเขียนเช่น Phenomenology of Spirit ของเฮเกล Critique of Pure Reason ของคานต์และ The Science of Knowledge ของฟิชท์ที่กำหนดพื้นฐานทฤษฎีสำหรับผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกยุคต่อไป ไม่ว่าโดยที่ตั้งใจหรือโดยที่ไม่ตั้งใจนักวิชาการร่วมสมัยและผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกสร้างพื้นฐานเมื่อพวกเขาส่งเสริมเฉพาะ "การมีเหตุผล" ในการปฏิบัติต่อปัญหาทางด้านจริยธรรมและปัญหาสังคมรวมถึงไม่ถือตามแบบบัญญัติของการปกครองตัวเองในบางด้านเช่นความเป็นอิสระของตัวบุคคลและอิสระภาพในการตัดสินใจในการมีความสัมพันธ์ทางเพศ การสืบพันธุ์และการการุณยฆาตอย่างสงบ ในขอบเขตของวัฒนธรรม ผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกพึ่งพาในวิธีการที่สำคัญเมื่อแปลความพระคัมภีร์และปฏิเสธความเป็นไปได้ของการของการแทรกแซงของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ที่เป็นไปได้มากที่สุดพวกเขามองพระคัมภีร์ว่าเป็น "ประวัติศาสตร์ที่บริสุทธิ์"

ตามชื่อของ "คำวิจารณ์ขั้นสูง" แนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกแผ่ขยายไปในโรงเรียนสอนศาสนศาสตร์และสนับสนุนการใช้เหตุผลตัดสินหรือทฤษฎียึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อเข้าถึงการศึกษาพระคัมภีร์ เริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนีในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 "คำวิจารณ์ขั้นสูง" แสวงหาที่จะ "ไปยังเบื้องหลังของเอกสาร" และยกเลิกการเน้นอำนาจของของข้อความภายในเนื้อหาของพระคัมภีร์ ดังที่ Darrell L. Bock ได้บันทึกไว้ความไม่แน่นอนในธรรมชาติของคำวิจารณ์ขั้นสูงปฏิบัติต่อพระคัมภีร์ว่าเป็น "กระจกมัวๆ ที่มองย้อนไปในอดีต" และไม่ใช่ว่าไม่มีความผิดทางการบันทึกประวัติศาสตร์ของชีวิตและการสอนของพระคริสต์และอัครทูตของพระองค์ ("บทนำ" ใน Roy B. Zuck และ D. L. Bock, A Biblical Theology of the New Testament, ปีค.ศ.1994, หน้า 16) ยกตัวอย่างใน Theology of the New Testament ของ Rudolf Bultmann ผู้นำที่ให้การสนับสนุนคำวิจารณ์ขั้นสูงพึ่งพาในข้อสมมุติฐานสำคัญอย่างมาก ในขณะที่ Bock ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนนั้น "มีความสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับภาพของพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ของพระเยซูว่าเขาแทบจะไม่ได้อภิปรายถึงศาสนศาสตร์ของพระเยซูเลย" (บทกวี)

ในขณะที่คำวิจารณ์ขั้นสูงนั้นบ่อนทำลายความเชื่อของบางคน ของผู้อื่นเช่น B. B. Warfield จากโรงเรียนพระคริสตธรรม Princeton William Erdman และคนอื่นๆ ซึ่งเป็นการโน้มน้าวใจให้ปฏิเสธว่าพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่นในการตอบสนองต่อที่เชื่อในวิมตินิยมที่ตั้งคำถามกับยุคแรกของการเขียนหนังสือพระกิตติคุณสี่เล่มของกลุ่มยอห์น Erdman และผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อคนอื่นๆ ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เปกป้องสิ่งที่จำเป็นที่สุดเหล่านี้ในพื้นฐานการวิจารณ์และด้วยวิชาการที่เท่าเทียวกัน เหมือนกับในปรัชญา การเมืองและทฤษีทางสังคม โรงเรียนพระคริสตธรรม นักกฎหมาย นักเขียน ผู้วางแผนนโยบายและศิลปินได้ใช้อาวุธที่เป็นเครื่องมือที่เหมือนกันในการปกป้องความเชื่อและการโน้มน้าวหัวใจและความคิดสำหรับข่าวประเสริฐ อย่างไรก็ตามในหลายๆ ด้านของปัญญาในชีวิตการต่อสู้นั้นจะยังเกิดขึ้นอีกนาน ยกตัวอย่างเช่นการอ่านเป็นกลุ่มเหนือโลกแห่งการศึกษา ความคิดของ Ralph Waldo Emerson ยังคงมีอำนาจ จำนวนของความเชื่อแบบสรรพเทวนิยมของ Emerson ที่ปฏิเสธพระคริสต์ เป็นสิ่งที่เจ้าเล่ห์และล่อลวงผู้ที่ไม่ระวังให้หันออกจากทางของพระเจ้า Emerson ยึดถือว่า "ภูมิปัญญา" ภายในตัวบุคคลทำให้แต่ละคนเป็นแหล่งของความรอดและความจริงของเขาและเธอเอง ในการอ่านงานของ Emerson และ Hegel คริสเตียน (โดยเฉพาะผู้ที่ปกป้องความเชื่อของตัวเองครั้งหนึ่งแลวและสำหรับความเชื่อทั้งหมดสำหรับธรรมิกชนต่างๆ [ยูดาห์ 1:3]) ต้องฝึกฝนความระมัดระวังและรักษาพระคำของพระเจ้าให้เป็นกลางในความคิดของพวกเขาและเชื่อฟังอย่างถ่อมใจอย่างต่อเนื่องต่อพระคำนั้นในชีวิตของพวกเขา

คริสเตียนและผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกบางครั้งต่อสู้กันในบทสนทนาที่ยุติธรรมเกี่ยวกับพื้นฐานหรือแหล่งของลำดับของจักรวาล ไม่ว่าพวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นเหตุผลหรือแรงผลักดันที่สำคัญของอริสโตเติล ผู้ที่เชื่อในหลักการของเหตุผลที่ไม่เชื่อในศาสนาบางคนลงความคิดเห็นอย่าถูกต้องว่าความจริงทางศีลธรรมเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนในลำดับของของศีลธรรม แม้ว่าผู้ที่เชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกหลายคนจะเป็นอเทวนิยม โดยทั่วไปแล้วพวกเขามีมุมมองขั้นสูงในเหตุผลดังกล่าว ดังนั้นคริสเตียนที่แก้ต่างอาจจะสนทนากับพวกเขาอย่างสมเหตุสมผลถึงข่าวประเสริฐดังที่เปาโลได้ทำในกิจการ 17:15 – 34 ขณะที่ไปปราศรัยกับชาวเอเธนส์

คริสเตียนควรจะตอบสนองต่อแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกอย่างไร สำหรับผู้ที่ติดตามทางนั้น (กิจการ 9:2, 19:19, 23) สิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายของแนวคิดมนุษย์นิยมต้องมองถึงความเข้าใจของศักยภาพของมนุษย์ในการยอมจำนนต่อความคิดของมนุษย์ ความปรารถนาของมนุษย์และน้ำพระทัยของพระเจ้า ความปรารถนาของพระเจ้าคือไม่ควรที่จะมีใครซึ่งต้องพินาศแต่ควรจะสารภาพและรับมรดกเป็นชีวิตนิรันดร์ในฐานะลูกของพระองค์ (ยอห์น 3:16, 1:12) แนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกมุ่งไปยังทั้งสองอย่างนี้ทั้งมากเกินไปและน้อยเกินไป มุ่งไปยังการรักษาโลกนี้และถวายพระสิริแด่มนุษย์ในฐานะผู้เขียนความเจริญก้าวหน้าในความรอดของตัวเขาเอง

ในการให้ความเคารพนี้แนวคิดมนุษย์นิยม "ที่ไม่เชื่อในศาสนา" รู้สึกดีกับสิ่งต่างๆ ทางศาสนาที่มาแทนข่าวประเสริฐที่แท้จริงของพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่นการสอนของโยกานันทะผู้ริเริ่มสมคมเซลฟ-เรียไลเซชัน โดยที่เป็นทางตรงกันข้ามผู้ที่เชื่อในแนวคิดแบบมนุษย์นิยมทางคริสต์ศาสนาติดตามองค์พระเยซูด้วยความเข้าใจที่ว่าอาณาจักรของเราไม่ใช่โลกนี้และไม่สามารถที่จะรู้ได้ที่นี่ (ยอห์น 18:36, 8:23) เรามุ่งความคิดไปยังอาณาจัรนิรันดร์ของพระเจ้าไม่ใช่ในสิ่งของทางโลก เพราะว่าเมื่อเราตายไปและชีวิตของเราถูกซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า (โคโลสี 3:1 – 4) เมื่อพระคริสต์ผู้ซึ่งเป็นชีวิตของเรากลับมา เราจะปรากฏกับพระองค์ในพระสิริ สิ่งนี้เป็นมุมมองขั้นสูงของในสิ่งที่ถูกกำหนดไว้สำหรับเราในฐานะของมนุษย์เพราะว่าเราเป็นลูกหลานของพระองค์ดังที่กลอนของผู้อยู่ในทางของโลกได้กล่าวเอาไว้ นี่เป็น (ดูกลอนของ Aratus ที่มีชื่อว่า "Phainomena" กิจกการ 17:28)

คนคนหนึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นคริสเตียนเพื่อที่จะพึงพอใจในมนุษย์นิยมซึ่งมีพลังมาจากเหตุผลอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ แม่กระทั่งยอิมมานูเอล คานต์ที่เขียนเรื่อง Critique of Pure Reason ในช่วงที่ยุคเรืองปัญญานั้นเฟื่องฟูในประเทศเยอรมนีก็เข้าใจแบบนี้ ผู้ตามของพระคริสต์ต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางด้านหลักปรัชญาและประเภณีของมนุษย์หรือตกเป็นเฉลยของรูปแบบทางด้านมนุษย์นิยมที่เป็นพื้นฐานของความเชื่อที่เพ้อฝันในความเป็นไปได้ในการสำนึกตัวเองของมนุษย์ (โคโลสี 2:8) Hegel ให้พื้นฐานความก้าวหน้าของมนุษย์เป็นแนวคิดของเหตุผลว่าเป็นจิตวิญญาณที่ "ยกตัวอย่างประกอบ" ตัวเองผ่านความก้าวหน้าทางขั้นตอนทางตรรกวิทยาในประวัติศาสตร์ แต่ Hegel ได้มีชีวิตอยู่จนได้เห็นสงครามโลกต่างๆ ในศตวรรษที่ 20 หรือไม่ เป็นที่น่าสงสัยว่าเขาคงยืนกรานในการสืบหาความก้าวหน้าของมนุษย์ในการพังลงอย่างกระทันหันของประวัติศาสตร์นี้ คริสเตียนเข้าใจว่าไม่ว่ามนุษย์นิยมรูปแบบใดๆ ก็ตามที่แยกออกจากอำนาจของพระเจ้าในการไถ่บาปนั้นจะถูกพิพากษาสู่ความล้มเหลวและความเทียมเท็จขแองความเชื่อ เราวางรากฐานมุมมองขั้นสูงของมนุษย์ในมุมมองขั้นสูงของพระเจ้า ในเมื่อมนุษยชาติถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้าและเราเห็นด้วยกับพระคัมภีร์เกี่ยวกับสถานการณ์ความหมดหวังของมนุษย์และแผนการช่วยกู้ของพระเจ้า

Alexander Solzhenitsyn ได้สังเกตว่ามนุษย์นิยมไม่ได้ให้ทางออกแก่สถานการณ์ที่หมดหวังของมนุษยชาติ เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า "ถ้ามนุษย์นิยมนั้นมีความคิดที่ถูกต้องว่ามนุษย์เกิดมามีความสุข เขาจะไม่เกิดมาเพื่อตาย ในเมื่อร่างกายของเขาถูกพิพากษาให้ตาย งานของเขาในโลกนี้ต้องเป็นธรรมชาติฝ่ายวิญญาณมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน" อย่างแน่นอน งานของมนุษยชาติคือการแสวงหาและพบเจอกับพระเจ้า (กิจการ 17:26 – 27, 15:17) ผู้ที่ไถ่เราจากความบาปอย่างแท้จริง ผู้ที่มอบมอรดกที่ดีกว่ามรดกทางโลก (ฮีบรู 6:9, 7:17) ใครก็ตามที่เปิดประตูให้พระคริสต์ (วิวรณ์ 3:20) จะได้รับมรดกเป็นแระเทศที่ดีกว่าซึ่งพระเจ้าได้เตรียมเอาไว้สำหรับผู้ที่รักพระองค์และถูกเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ (เอเฟซัส 1:11, โรม 2:28, ฮีบรู 11:16, มัทธิว 25:34, ยอห์น 14:2) สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมมากกว่าความเย่อหยิ่งและเป้าหมายที่สูงส่งที่จำกัดของคำแถลงการณ์ของแนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกสักเพียงใด

English


กลับสู่หน้าภาษาไทย
แนวคิดมนุษย์นิยมทางโลกคืออะไร?