คำถามใดในพระคัมภีร์ที่มีชื่อเสียง/สำคัญมากที่สุด?


คำถาม: คำถามใดในพระคัมภีร์ที่มีชื่อเสียง/สำคัญมากที่สุด?

คำตอบ:
คำตอบสำหรับคำถามนี้คือ "ไม่มี" และ "มี" ในการหยั่งรู้ที่เข้มงวดที่สุดคือไม่มี เอกสารต้นฉบับที่ประกอบด้วยพระธรรม 66 เล่มของพระคัมภีร์บางครั้งเรียกว่า "การเขียนด้วยลายมือ" ไม่ได้อยู่ในการครอบครองขององค์กรใดๆ อย่างไรก็ตามในวิถีทางความเป็นจริงก็คือมี มนุษยชาติมีคำที่แท้จริงและมีพระธรรมแต่ละเล่มที่มารวมกันที่ทำให้เกิดเป็นพระคำของพระเจ้า สิ่งนี้เป็นไปได้อย่างไร การที่จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับว่าพระคัมภีร์ต้นฉบับนั้นเขียนขึ้นมาและมันเปรียบเทียบถึงสิ่งที่อ่านกันในปัจจุบันอย่างไร จึงจำเป็นต้องดูถึงกระบวนการที่มีผลทำให้เกิดการรวบรวมต้นฉบับและเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลานั้น

มีคำถามมากมายในพระคัมภีร์ เป็นสิ่งที่ยากที่จะให้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำเพราะภาษาฮีบรูโบราณและภาษากรีกโบราณ (Koine Greek) ไม่ได้ใช้การเว้นวรรค เราไม่สามารถที่จะดึงม้วนหนังสือทะเลตาย (Dead Sea Scrolls) ออกมาแล้วนับเครื่องหมายคำถาม บ่อยครั้งมันยากที่จะรู้ว่าประโยคหนึ่งนั้นตั้งใจจะให้เป็นคำถามอย่างแท้จริงหรือไม่ แต่นักวิชาการทางด้านพระคัมภีร์คาดการณ์ว่ามีประมาณ 3,300 คำถามในพระคัมภีร์

รายการคำถามในพระคัมภีร์เหล่านี้ยังไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป็นการสำรวจบางคำถามที่มีชื่อเสียงและสำคัญในพระคัมภีร์

"จริงหรือที่พระเจ้าตรัส..." (ปฐมกาล 3:1)
นี่คือคำถามแรกในพระคัมภีร์และเป็นกรณีตัวอย่างแรกที่ใครบางคนสงสัยในคำตรัสของพระเจ้า ซาตานล่อลวงเอวาให้สงสัยในคำพูดของพระเจ้า เอวาตอบสนองโดยการเพิ่มเติมจากคำพูดของพระเจ้าคือ "หรือถูกต้องเลย" พระเจ้าตรัสว่าอย่ากินจากต้นไม้นั้น พระองค์ไม่ได้กล่าวว่าอย่าแตะต้องต้นไม้หรือผลของมัน อาดัมและเอวาตอบสนองต่อคำถามของซาตานด้วยการไม่เชื่อฟังพระเจ้า เริ่มต้นด้วยคำถามเล็กๆ

"เจ้าอยู่ที่ไหน" (ปฐมกาล 3:9)
นี่เป็นคำถามแรกของพระเจ้าในพระคัมภีร์ จริงๆ แล้วพระเจ้ารู้อย่างแน่นอนว่าอาดัมและเอวาอยู่ตรงไหน คำถามนั้นก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขา พระเจ้ากำลังถามสิ่งที่สำคัญคือ "เธอไม่เชื่อฟังเรา สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นตามที่เธอต้องการหรือตามที่เราได้พยากรณ์ไว้" คำถามนั้นได้แสดงถึงหัวใจของพระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวใจของผู้เลี้ยงแกะที่ออกตามหาลูกแกะที่หลงทางเพื่อที่จะนำพวกเขากลับมายังฝูง พระเยซูจะมาในภายหลัง "จะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด" (ลูกา 19:10)

"ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง" (ปฐมกาล 4:9)
นี่คือคำถามของคาอินในการตอบสนองต่อคำถามของพระเจ้าซึ่งถามว่าอาแบลอยู่ที่ไหน นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่าคาอินเพิ่งได้ฆ่าน้องชายของเขา คาอินแสดงออกถึงความรู้สึกที่เราทุกคนมีเมื่อเราไม่อยากสนใจหรือดูแลคนอื่น เราเป็นผู้ดูแลน้องชายของเราใช่หรือไม่ ใช่ เราเป็นผู้ดูแลเขา นั่นหมายความว่าเราต้องรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรตลอดเลยหรือไม่ ไม่ใช่ แต่เราต้องลงทุนในชีวิตของผู้อื่นมากพอที่จะสังเกตว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปรกติ เราต้องสนใจมากพอที่จะเข้าไปแทรกแซงถ้าจำเป็น

"พระองค์ผู้พิพากษาสากลโลกจะไม่กระทำสิ่งที่ยุติธรรมหรือ" (ปฐมกาล 18:25)
ใช่ ผู้พิพากษาโลกนั้นทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ อับราฮัมถามคำถามนี้ในการอ้อนวอนของเขาต่อพระเจ้าเพื่อที่จะสงวนผู้ที่ชอบธรรมและปกป้องพวกเขาจากการพิพากษา ถ้าบางสิ่งบางอย่างที่พระเจ้าทำดูเหมือนว่าไม่ยุติธรรม นั่นคือการที่เรากำลังเข้าใจผิดในสิ่งนี้ เมื่อเรามีความสงสัยต่อความยุติธรรมของพระเจ้า เป็นเพราะว่าความรู้สึกทางความยุติธรรมของเรานั้นผิดเพี้ยนไป เมื่อเรากล่าวว่า "ฉันไม่เข้าใจว่าพระเจ้าที่ดีและยุติธรรมอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร" เป็นเพราะว่าเราไม่ได้เขาใจอย่างถูกต้องว่าหมายความว่าอย่างไรที่จะเป็นพระเจ้าที่ดีและยุติธรรม หลายๆ คนคิดว่าพวกเขามาความเข้าใจเกี่ยวกับความยุติธรรมมากกว่าพระเจ้า

"ท่านยังจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ของท่านอีกหรือ จงแช่งพระเจ้าและตายเสียเถอะ" (โยบ 2:9)
พระธรรมโยบทั้งเล่มสะท้อนถึงคำถามนี้จากภรรยาของยาโคบ ผ่านทางสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดโยบยังคงยึดมั่นในความสัตย์ซื่อของเขาได้ "เพื่อนๆ" ของโยบกล่าวซ้ำๆ ว่า "โยบนายต้องทำอะไรที่แย่มากแน่ๆ พระเจ้าเลยทำสิ่งนี้กับนาย" พระเจ้าตำหนิเพื่อนๆ ของโยบที่โจมตีโยบและสำหรับการคาดเดาถึงน้ำพระทัยอันสูงสุดของพระเจ้า จากนั้นพระเจ้าตำหนิโยบโดยการเตือนความจำของเขาว่าพระเจ้านั้นสมบูรณ์แบบในทุกทางของพระองค์ รวมถึงการทรงพระชนม์อยู่ในความยิ่งใหญ่ของพระองค์มีคำถามมากมายเช่น "เมื่อเราวางรากฐานของแผ่นดินโลกนั้น เจ้าอยู่ที่ไหน" (โยบ 38:4)

"ถ้ามนุษย์ตายแล้ว เขาจะมีชีวิตอีกหรือ" (โยบ 14:14)
ยกเว้นการกลับมาของพระเยซูในช่วงชีวิตของเรา เราทุกคนจะตาย มีชีวิตหลังความตายหรือไม่ ทุกคนสงสัยเกี่ยวกับคำถามนี้เมื่อถึงจุดใดจุดหนึ่งของชีวิต มีชีวิตหลังความตายและทุกคนจะมีประสบการณ์กับสิ่งนี้ เป็นใจความสำคัญว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทางทั้งหมดนั้นนำไปสู่พระเจ้าหรือไม่ ในทางหนึ่ง ใช่ เราทุกคนจะต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าเมื่อเราตายไปแล้ว (ฮีบรู 9:27) ไม่ว่ามนุษย์จะเดินทางใด เขาจะพบกับพระเจ้าหลังจากที่ตายไปแล้ว "และคนเป็นอันมากในพวกที่หลับ ในผงคลีแห่งแผ่นดินโลกจะตื่นขึ้น บ้างก็จะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ บ้างก็เข้าสู่ความอับอายและความขายหน้านิรันดร์" (ดาเนียล 12:2)

"หนุ่มๆจะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร" (สดุดี 119:9)
คำตอบคือโดยการดำเนินชีวิตตามพระคำของพระเจ้า เมื่อเรา "ซ่อน" พระคำของพระเจ้าในหัวใจของเรา พระคำจะช่วยเราจากการทำบาป (สดุดี 119:11) พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราทุกอย่าง พระคัมภีร์ไม่ได้ประกอบไปด้วยทุกคำตอบ แต่พระคัมภีร์บอกเราทุกอย่างที่เราจะต้องรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตคริสเตียน (2 เปโตร 1:3) พระคำของพระเจ้าบอกเราถึงจุดประสงค์ของเราและแนะนำเราให้ทำให้จุดประสงค์นั้นสำเร็จ พระคัมภีร์ให้วิธีการและตอนจบแก่เรา พระคำของพระเจ้าเป็น "ประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง" (2 ทิโมธี 3:16 – 17)

"เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา" (อิสยาห์ 6:8)
คำตอบที่ถูกต้องนั้นอิสยาห์เป็นผู้กล่าวคือ "ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด" บ่อยครั้งจนเกินไป คำตอบขอเราคือ "ข้าพระองค์อยู่ที่นี่แต่ขอส่งคนอื่นไปเถิด" อิสยาห์ 6:8 เป็นข้อที่โด่งดังเพื่อใช้กับพันธกิจนานาชาติ แต่ในบริบทแล้วพระเจ้าไม่ได้ขอให้ใครคนหนึ่งเดินทางข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของโลก พระเจ้าได้ขอให้ใครคนหนึ่งนำข้อความของพระองค์ไปยังชาวอิสราเอล พระเจ้าอยากให้อิสยาห์ประกาศความจริงแก่ผู้คนที่เขาพบเจอทุกวันคือคนของเขาเอง ครอบครัวของเขา เพื่อนบ้านของเขาและเพื่อนๆ ของเขา

"พระองค์เจ้าข้า หากพี่น้องของข้าพระองค์จะกระทำผิดต่อข้าพระองค์เรื่อยไป ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือ" (มัทธิว 18:21)
การให้อภัยเป็นสิ่งที่ยาก ข้อเสนอของเปโตรเกี่ยวกับการให้อภัยเจ็ดเท่าสำหรับเขานั้นดูเหมือนว่าเป็นความกรุณาที่ดีเลิศ คำตอบของพระเยซูแสดงถึงว่าการให้อภัยของเรานั้นอ่อนกำลังขนาดไหน เราต้องให้อภัยเพราะว่าพระเจ้าได้ให้อภัยเราอย่างมากมายกว่านี้ (โคโลสี 3:13) เราให้อภัยไม่ใช่เพราะคนคนหนึ่งสมควรได้รับ การ "สมควรได้รับ" ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระคุณ เราให้อภัยเพราะเป็นสิ่งที่เราควรจะทำ แต่เราเองก็ไม่ได้สมควรได้รับการอภัยจากพระเจ้าแต่พระเจ้าก็ยังให้อภัยเรา

"ถ้าอย่างนั้น เราจะทำอย่างไรแก่พระเยซู" (มัทธิว 27:22)
นี่เป็นคำถามของปิลาตต่อฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ระหว่างการสอบสวนพระเยซู คำตอบของพวกเขาคือ "ให้ตรึงเสียที่กางเขนเถิด" การโฮ่ร้องของพวกเขาเมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้แตกต่างกันคือ "โฮซันนา แก่ราชโอรสของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเจริญโฮซันนา ในที่สูงสุด" (มัทธิว 21:9) เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์คือว่าความคาดหวังที่ไม่สำเร็จและความคนดันจากเพื่อฝูงสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของสาธารณชนได้ ในศตวรรษแรกของกรุงเยรูซาเล็ม ประชากรที่มีมุมมองที่ผิดๆ เกี่ยวกับพระเยซูและพันธกิจของพระองค์ปฏิเสธพระองค์ ฉะนั้นวันนี้ผู้คนที่มาถึงความเชื่อของคริสเตียนด้วยความเข้าใจที่ผิดๆ ว่าพระเยซูเป็นใครในที่สุดก็จะหันหลังกลับไป เราต้องให้แน่ใจว่าเราแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพระเยซูคือใครและศาสนาคริสต์ทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับอะไรเมื่อเราแบ่งปันถึงความเชื่อของเรา

"แล้วพวกท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร" (มัทธิว 16:15)
คำถามนี้จากพระเยซูเป็นหนึ่งในคำถามที่สำคัญที่สุดที่คนคนหนึ่งจะตอบ สำหรับคนส่วนมากคือพระองค์เป็นอาจารย์ที่ดี สำหรับบางคนพระองค์คือผู้เผยพระวจนะ สำหรับคนอื่นๆ พระองค์เป็นตำนาน คำตอบของเปโตรคือ "พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่" (มัทธิว 16:16)

"เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร" (มาระโก 8:36)
ถ้าเป็นมูลค่าสำหรับจิตวิญญาณของคนคนหนึ่ง ฉะนั้นจะได้อะไรมา แม้กระทั่งทั้งโลก นั้นดีแต่ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นสิ่งซึ่งน่าเศร้าที่คนส่วนมากพยายามหาให้ได้มาคือ "สิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย" ก็คือสิ่งของในโลกนี้ การที่จะศูนย์เสียจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งมีสองความหมาย ความหมายแรกเป็นความหมายที่เข้าใจได้ง่ายคือว่าคนคนนั้นศูนย์เสียจิตวิญญาณของเขาตลอดชั่วนิรันดร์ เขาจะได้รับประสบการณ์การตายในนรกชั่วนิรันดร์ อย่างไรก็ตามการแสวงหาที่จะได้มาสิ้นทั้งโลกนั้นจะทำให้คุณศูนย์เสียจิตวิญญาณในทางที่แตกต่างออกไป ในชีวิตปัจจุบันนี้ คุณจะไม่มีวันได้รับประสบการณ์ชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ที่สามารถหาได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 10:10) ซาโลมอนติดตามความพอใจและปฏิเสธตัวเองว่าไม่มีประโยชน์อะไร ท่านกล่าวว่า "ทุกอย่างก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์" (ปัญญาจารย์ 2:10 – 11)

"ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะทำประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์" (ลูกา 18:18) "ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะรอดได้" (กิจการ 16:30)
เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะเห็นถึงการตอบสนองซึ่งแตกต่างกันมากของพระเยซูกับเปาโลเกี่ยวกับสิ่งที่โดยพื้นฐานแล้วเป็นคำถามเดียวกัน การที่พระเยซูรู้ถึงความคิดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนชอบธรรมของเศรษฐีหนุ่ม บอกเขาให้เชื่อฟังพระบัญญัติ ชายหนุ่มคนนั้นคิดแต่เพียงว่าเขาเป็นผู้ชอบธรรม แต่พระเยซูรู้ว่าการที่เขาเป็นคนวัตถุนิยมและความโลภขัดขวางชายหนุ่มคนนั้นจากการแสวงหาความรอดที่แท้จริง อย่างแรกที่ชายหนุ่มคนนี้ต้องเข้าใจคือว่าเขาเป็นคนบาปและต้องการพระผู้ช่วยให้รอด เปาโลรับรู้ว่าผู้คุมชาวฟิลิปปีพร้อมแล้วที่จะได้รับความรอดจึงประกาศว่า "จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้" ผู้คุมได้เชื่อและครอบครัวของเขาก็ตามเขาในการรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฉะนั้นการรับรู้ว่าคนคนหนึ่งถึงจุดใดในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาหรือเธอสามารถที่จะมีอิทธิพลในวิธีการที่เราจะให้คำตอบกับคำถามของใครบางคนและเปลี่ยนจุดเริ่มต้นในการนำเสนอข่าวประเสริฐ

"คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ" (ยอห์น 3:4)
คำถามนี้มาจากนิโคเดมัสเมื่อพระเยซูบอกเขาว่าเขาต้องบังเกิดใหม่ ผู้คนทุกวันนี้ยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับการบังเกิดใหม่ว่าหมายความว่าอย่างไร ส่วนมากทุกคนเข้าใจว่าการบังเกิดใหม่ไม่ได้เป็นการอ้างถึงการเกิดใหม่ครั้งที่สองในทางกายภาพ อย่างไรก็ตามคนส่วนมากล้มเหลวที่จะเข้าใจความหมายทั้งหมดของศัพท์คำนี้ การมาเป็นคริสเตียน การบังเกิดใหม่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด เป็นการเลื่อนจากสภาพของการตายฝ่ายวิญญาณไปเป็นการสภาพของการมีชีวิตฝ่ายวิญญาณ (ยอห์น 5:24) คือการกลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ (2 โครินธ์ 5:17) การบังเกิดใหม่ไม่ใช่การเพิ่มบางสิ่งบางอย่างเข้าไปในชีวิตที่ดำเนินอยู่แล้วแต่เป็นการแทนที่ด้วยชีวิตที่ดำรงอยู่ตลอดไป

"ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ" (โรม 6:1)
เราได้รับความรอดโดยพระคุณ (เอเฟซัส 6:8) เมื่อเราวางความเชื่อของเราไว้ในพระเยซูคริสต์ บาปทั้งหมดของเราได้รับการอภัยและเราได้รับการยืนยันถึงชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ ความรอดเป็นของขวัญแห่งพระคุณจากพระเจ้า หมายความว่าคริสเตียนจะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้ตามที่เขาและเธอปรารถนาและยังคงได้รับความรอดใช่หรือไม่ ใช่ แต่คริสเตียนที่แท้จริงจะไม่ดำเนินชีวิต "ตามที่เขาหรือเธอปรารถนา" คริสเตียนมีอาจารย์คนใหม่และไม่ได้รับใช้ตัวเองอีกต่อไป คริสเตียนจะเติมโตในฝ่ายวิญญาณ ทีละเล็กทีละน้อยในชีวิตใหม่ที่พระเจ้าทรงประทานให้เขา พระคุณไม่ใช่ใบอนุญาตเพื่อที่จะทำความบาป บาปที่เจตนาและบาปไม่ได้สารภาพในชีวิตของคนคนหนึ่งทำให้ชีวิตนั้นดูถูกพระคุณและทำให้เกิดการคาดเดาเกี่ยวกับความรอดของคนคนนั้น (1 ยอห์น 3:6) ใช่ มีช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวและการกบฏในชีวิตคริสเตียน และไม่ใช่ ความบาปโดยสมบูรณ์เป็นไปไม่ได้สำหรับด้านนี้ของพระคุณ แต่คริสเตียนต้องดำเนินชีวิตด้วยความกตัญญูรู้คุณเพื่อพระคุณของพระเจ้า ต้องไม่ฉวยโอกาสจากพระคุณของพระเจ้า มีความสมดุลในพระคำของพระเยซูต่อหญิงที่ผิดประเวณี หลังจากปฏิเสธที่จะประณามเธอพระองค์ตรัสว่า "จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก" (ยอห์น 8:11)

"ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา" (โรม 8:31)
บุตรทั้งหลายของพระเจ้าจะเผชิญหน้ากับการต่อต้านในโลกนี้ (ยอห์น 15:18) ปีศาจและลูกสมุนของมันต่อต้านเรา หลายๆ คนในโลกต่อต้านเรา ปรัชญา คุณค่าและอภิสิทธิ์ของโลกนี้ยืนกรานขัดขวางเรา มองในแง่ของชีวิตบนโลก เราสามารถที่จะถูกเอาชนะ ถูกทำให้พ่ายแพ้หรือแม้กระทั่งถูกฆ่า แต่ถ้ามองในแง่ของชีวิตนิรันดร์ พระเจ้าได้สัญญาว่าเราจะได้ชัยชนะ (1 ยอห์น 5:4) อะไรคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับเราในโลกนี้ ก็คือความตาย สำหรับผู้ที่เกิดใหม่จากพระเจ้า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่ตายไปแล้ว ชีวิตนิรันดร์คือที่ที่สวยงามมากที่สุดเท่าที่จะนึกได้

มีคำถามที่ดีมากอีกหลายคำถามในพระคัมภีร์ คำถามจากผู้ที่แสวงหา คำถามจากผู้เยาะเย้ย คำถามจากผู้เชื่อซึ่งไม่ได้รับกำลังใจและคำถามจากพระเจ้า อย่ากลัวที่จะถามคำถาม แต่ให้เราเตรียมพร้อมที่จะรับคำตอบของพระเจ้าเมื่อมันมาถึง

English


กลับสู่หน้าภาษาไทย
คำถามใดในพระคัมภีร์ที่มีชื่อเสียง/สำคัญมากที่สุด?

ค้นหาวิธีการ ...

ใช้เวลานิรันดร์กับพระเจ้า



รับการให้อภัยจากพระเจ้า