อะไรคือคนนอกรีต?




คำถาม: อะไรคือคนนอกรีต?

คำตอบ:
คำว่านอกรีต หมายถึง "ปราศจากความเชื่อ” หรือ "ต่อต้านความเชื่อ" คนนอกรีตเป็นคนที่ปฏิเสธศาสนา แม้ว่ เป็นที่นิยมกันมาก คำว่านอกรีต ได้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ที่โจมตีความเชื่อของคริสเตียน – องค์กรคนนอกรีต ( infidels.org) อินเทอร์เน็ตคนนอกรีต ซึ่งใช้ชื่อว่า เวิลด์เว็บเป็นหนึ่งในเว็บไซต์หลักทางอินเทอร์เน็ต สำหรับผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าและผู้ที่เชื่อกฎธรรมชาติ เป้าหมายที่ระบุไว้ทางอินเทอร์เน็ตคือ เพื่อปกป้องและส่งเสริมมุมมองที่เป็นจริง ผู้แก้ต่างคริสเตียนชื่อ เจ.พี. โฮลดิ้งได้กล่าวว่า "เวิลด์เว็บมีคนฉลาดเพียงไม่กี่คน แต่โดยรวมแล้วเป็นที่หลบภัยมานานสำหรับคนที่สงสัยทุกคนที่รู้ทุกอย่าง เพื่อประกาศคำตัดสินต่อเรื่องต่างๆ ที่นอกเหนือทักษะความรู้ของพวกเขา"

เป้าหมายของบทความนี้คือ ต้องไม่จัดให้มีการโต้แย้งแบบครอบคลุมทั้งหมดต่อทุกประเด็นที่อินเทอร์เน็ตคนนอกรีตได้ยกขึ้นมา ถ้าจะพูดให้ถูก เป้าหมายคือเพื่อพุ่งไปที่การอ้างเหตุผลที่ผิดหลักซึ่งเพิ่มจำนวนทวีคูณเพียงไม่กี่ข้อ เบื้องหลังเว็บไซต์อินเทอร์เน็ตคนนอกรีต

อะไรคือคนนอกรีต – ปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเยซู
ในบรรดาคำประกาศทางอินเทอร์เน็ตคนนอกรีต คือเรื่องราวความรู้ที่ค้นคว้ามาได้ใหม่ที่ว่า พระเยซูไม่เคยทรงเป็นอยู่ เป็นสมมติฐานที่วนเวียนขอบรอบนอกมานานแล้วของงานวิจัยพันธสัญญาใหม่เชิงวิชาการ แต่ที่ไม่เคยสามารถดึงดูดการสนับสนุนจากโครงร่างสำคัญของนักวิชาการได้ มาร์แชล เจ เกาวิน เขียนในบทความของเขาว่า "พระเยซูคริสต์เคยทรงพระชนม์อยู่หรือไม่ " กล่าวอย่างยืนยันเต็มที่ว่า "อัศจรรย์ต่างๆไม่ได้เกิดขึ้น เรื่องราวอัศจรรย์ต่างๆไม่เป็นจริง” ดังนั้น เอกสารทั้งหลายที่เรื่องราวอัศจรรย์ต่างๆ ผสมผสานกับข้อเท็จจริงที่เลื่องลือกันนั้นก็ไม่น่าไว้วางใจ เพราะบรรดาผู้ที่คิดค้นความรู้เบื้องต้นที่อัศจรรย์ อาจได้คิดค้นแบบง่ายๆ ส่วนนั้นที่เป็นจริง " ถ้าคนหนึ่งต้องยืนยันมุมมองที่เป็นจริงโดยสัน นิษฐานไว้ก่อนว่า เรื่องราวอัศจรรย์เป็นไปไม่ได้ แล้วคนนั้นอาจจะพยายามอย่างง่ายๆ ที่จะพิสูจน์มุมมองที่เชื่อว่ามีพระเจ้า โดยการตั้งสมมุติฐานว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด การถกเถียงกันนั้นก็ปฏิเสธกันเอง

การไร้ความสามารถและความเข้าใจผิดทั้งหมดของเกาวินในเรื่องต่างๆ ที่ใกล้มือ จะถูกแสดงให้เห็นภาพต่ออีกในย่อหน้าต่อไปนี้:

ตามทฤษฎีที่ว่าพระคริสต์ทรงถูกตรึงกางเขน เราจะอธิบายความจริงได้อย่างไรว่าในช่วงแปดศตวรรษแรกของวิวัฒนาการของศาสนาคริสต์ ศิลปะคริสเตียนแสดงให้เห็นลูกแกะไม่ใช่คน ที่กำลังทุกข์ทรมานบนกางเขนเพื่อความรอดของโลกนี้ ไม่มีภาพเขียนใดใน สุสานหรือภาพแกะสลักใดที่อุโมงค์ศพคริสเตียน ที่แสดงภาพของรูปทรงของคนบนกางเขน ทุกหนทุกแห่งที่ลูกแกะถูกแสดงเป็นสัญลักษณ์คริสเตียน --- ลูกแกะกำลังแบกไม้กางเขน ลูกแกะที่โคนไม้กางเขน ลูกแกะบนไม้กางเขน รูปทรงบางภาพแสดงให้เห็นลูกแกะที่มีศีรษะคน ไหล่และแขน กำลังถือไม้กางเขนอยู่ในมือ - ลูกแกะของพระเจ้าในการพัฒนาต่อเนื่องที่สันนิษฐานว่าเป็นรูปทรงของคน – ตำนานเรื่องการตรึงบนกางเขนกลายเป็นเรื่องจริง ในตอนท้ายของศตวรรษที่แปด พระสันตะปาปา เฮเดรียนที่1 ทรงยืนยันกฤษฎีกาของพระเถระที่หกแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล ทรงบัญชาว่าภายหลังจากนั้นรูปร่างของมนุษย์ควรมาแทนที่ลูกแกะบนกางเขน ต้องใช้เวลาแปดร้อยปีที่คริสตศาสนาได้พัฒนาสัญลักษณ์ของพระผู้ช่วยให้รอดที่กำลังทนทุกข์ทรมาน เป็นเวลาแปดร้อยปี พระคริสต์บนกางเขนทรงเป็นลูกแกะ แต่ถ้าพระคริสต์ถูกตรึงบนกางเขนจริง ทำไมที่บนกางเขนของพระองค์จึงถูกแย่งชิงที่ไปโดยลูกแกะ ในแง่ของประวัติศาสตร์และเหตุผล และเมื่อพิจารณาถึงลูกแกะบนกางเขน ทำไมเราควรเชื่อเรื่องการตรึงบนกางเขนล่ะ

ข้อโต้แย้งต่างๆ เช่นนั้นไม่ควรต้องเรียกหาคำวิจารณ์ใด ๆ สำหรับคริสเตียน ผู้ที่มีความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์ของพระองค์ เกาวินไม่ได้กล่าวถึงพระเมสโปดก สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ แน่นอนอย่างน้อยมันมีค่าควรที่จะกล่าวถึง

เริ่มแรกให้เรามุ่งประเด็นสามประการที่ยกมาโดยบทความทางอินเตอร์เน็ทคนนอกรีต เหล่านี้คือการขาดข้อมูลอ้างอิงทางโลก การเปรียบเทียบพระกิตติคุณที่ถูกต้องตาม พระบัญญัติกับแหล่งข้อมูลพวกนอกรีต

และความคล้ายคลึงตามข้อกล่าวหาต่อลัทธินอกรีต ประการแรก ให้เราพิจารณาคำอ้างอิงถึงพระเยซูโดยโจซีฟัส เกาวิน เขียนว่า:

ในช่วงหลายปีท้ายศตวรรษแรก โจซีฟัสซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ชาวยิวชื่อดัง ได้เขียนผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาเรื่อง " The Antiquities of the Jews (โบราณวัตถุมากมายของชาวยิว)" ในงานเขียนนี้ นักประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึงพระคริสต์ และเป็นเวลาสองร้อยปีหลังจากโจซีฟัสตายไป พระนามของพระคริสต์ไม่ปรากฏในประวัติของเขาเลย ในสมัยนั้นยังไม่มีสำนักพิมพ์เลย หนังสือมากมายถูกเพิ่มจำนวนโดยการคัดลอกสำเนา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผู้ประพันธ์ได้บันทึกไว้ คริสตจักรรู้สึกว่าโจซีฟัสควรจะรับรองพระคริสต์ และนักประวัติศาสตร์ผู้ตายไปก็ได้ถูกสั่งให้ทำเช่นนั้น ในศตวรรษที่สี่ ปรากฏหนังสือฉบับหนึ่งเรื่อง " The Antiquities of the Jews (โบราณวัตถุมากมายของชาวยิว) " ที่ซึ่งปรากฏเนื้อหาตอนนี้: "ตอนนี้ ประมาณเวลานี้ พระเยซู ผู้รอบรู้ทุกอย่าง มันถูกต้องตามกฎหมายที่จะเรียกเขาว่าชายคนหนึ่งหรือไม่ เพราะเขา เป็นคนกระทำผลงานอัศจรรย์มากมาย ครูของคนมากมายเหล่านั้นที่ได้ต้อนรับความจริงด้วยความยิน พระองค์ทรงชักนำคนมากมายทั้งคนยิวและคนนอกศาสนาหลายคนมาถึงพระองค์ได้ พระองค์คือพระคริสต์ และเมื่อปีลาต โดยคำแนะนำของบุคคลสำคัญท่ามกลางพวกเราตัดสินพระองค์ให้ถูกตรึงกางเขน บรรดาผู้ที่รักพระองค์ตอนแรกไม่ทอดทิ้งพระองค์ เพราะทรงปรากฎให้พวกเขาประจักษ์สายตาอีกในวันที่สาม ดังที่ผู้เผยพระวจนะหลายคนของพระเจ้าได้พยากรณ์สิ่งเหล่านี้ และสิ่งอัศจรรย์อื่น ๆ อีกนับแสนเกี่ยวกับพระองค์ และกลุ่มชนคริสเตียน ซึ่งได้รับการเรียกชื่อตามพระองค์ ไม่ได้หายสาบสูญไปทุกวันนี้"

เป็นความจริงที่ไม่ค่อยมีใครสอบถามว่า เนื้อความตอนนี้มาจากหนังสือชื่อ โบราณวัตถุของชาวยิว (Antiquities of the Jews ) ที่มีคำสอดแทรกบ้าง ซึ่งถูกแทรกเข้ามาโดยพวกอาลักษณ์ในภายหลัง (กลุ่มนักวิชาการส่วนน้อยมากถือได้ว่าเนื้อความตอนนี้ทั้งหมดเป็นจริงแท้) แต่เห็นได้ชัดว่าอินเทอร์เน็ตคนนอกรีตยึดถือทฤษฎี "การแก้ไขข้อความโดยการสอดแทรกทั้งหมด"

อะไรคือเหตุผลบางประการที่ยอมรับเนื้อเรื่องตอนนี้ว่าเป็นจริงบางส่วน ทันทีที่การแก้ไขข้อความโดยการสอดแทรกชัดเจนได้ถูกลบออกไปแล้ว บางทีปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่นำพาให้นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ยอมรับความถูกต้องบางส่วนก็คือว่า ส่วนที่สำคัญของเนื้อหาสะท้อนภาษาและสไตล์ตามแบบฉบับของโจซีฟัส นอกจากนี้ เมื่อการแก้ไขข้อความโดยการสอดแทรกได้ถูกลบออกไปแล้ว เนื้อหาตอนสำคัญที่เหลืออยู่ก็จะเชื่อมโยงกันและเข้ากันได้ดี

คำอ้างอิงนี้จำนวนหนึ่งที่เป็นรูปธรรมต่อพระเยซู ได้รับการยกย่องโดยนักวิชาการส่วนใหญ่ว่าเป็นลักษณะนิสัยของโจซีฟัส และมีเพียงไม่กี่วลีที่เป็นคริสเตียนอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งกว่านั้น วลีมากมายของโจซีฟัสได้หายไปจากวรรณกรรมคริสเตียนยุคแรก ๆ และวลีหรือคำศัพท์มากมายที่พวกคริสเตียนอาจไม่เคยได้ใช้ยังมีอยู่ในปัจจุบัน จากนั้นมีวลีที่อาลักษณ์คริสเตียนคนใดก็รู้ได้ว่ามันผิดพลาด ("เขาได้รับสิ่งที่ตามมาในท่ามกลางชาวยิวและท่ามกลางคนเก่าแก่นอกรีตมากมาย")

มันน่าสนใจที่ว่า เกาวิน เพิกเฉยที่จะกล่าวถึงข้ออ้างอิงอื่น ๆ ถึงพระเยซูในงานเขียนของโจซีฟัส----ความถูกต้องแม่นยำซึ่งนักวิชาการเกือบทุกคนยอมรับความครบถ้วนสมบูรณ์ของมันแทบทั้งหมด:

แต่ดังที่เราพูดไว้ อันนัส ผู้ที่ยังหนุ่มกว่า ได้รับตำแหน่งเป็นปุโรหิตระดับสูง เป็นคนที่มีจิตใจกล้าหาญและกล้าหาญผิดธรรมดา เขาตามแบบพวกสะดูสี ผู้ซึ่งใช้การตัดสินอย่างรุนแรงต่อชาวยิวทุกคน ตามที่เราได้แสดงให้เห็นแล้ว ดังนั้นเมื่อ อันนัส จะทำตามประสงค์อะไรบางอย่าง เขาคิดว่าตอนนี้เขามีโอกาสที่ดี ขณะที่เฟสตัสตายไปแล้วตอนนี้ และอัลบินัสก็ยังเดินทางอยู่บนท้องถนน จึงได้เรียกประชุมสภาผู้พิพากษา และนำน้องชายของพระเยซู ผู้ทรงพระนามว่าพระคริสต์ ซึ่งมีชื่อว่ายากอบพร้อมกับคนอื่นบางคน และได้ใส่ข้อกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นพวกลบหลู่พระบัญญัติ เขาจึงมอบพวกเขาไว้ให้ถูกขว้างด้วยหินให้ตาย

นักวิชาการส่วนใหญ่นับถือว่านี่เป็นข้อความตอนที่ถูกต้องถ่องแท้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:

1. ไม่มีหลักฐานทางวิชาการต่อเนื้อความตอนนี้ มันพบได้ในต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือ เรื่อง โบราณวัตถุของชาวยิว (Antiquities of the Jews) โดยบังเอิญสิ่งนี้นำไปใช้กับเนื้อความตอนที่ได้กล่าวมาก่อนแล้ว

2. มีการใช้ถ้อยคำเฉพาะที่ไม่เป็นแบบคริสเตียน ตัวอย่างเช่นการแต่งตั้งยากอบให้เป็น "น้องชายของพระเยซู" ขัดแย้งกับพิธีปฏิบัติของคริสเตียนที่เรียกยศเขาว่า "น้องชายของพระเจ้า" เนื้อความดังกล่าวไม่สอดคล้องกับพันธสัญญาใหม่ หรือการใช้คำแบบคริสเตียนดั้งเดิม

3. การเน้นความสำคัญของเนื้อเรื่องไม่ได้มุ่งที่พระเยซู หรือแม้แต่ยากอบ แต่มุ่งที่มหาปุโรหิตอันนัสเท่านั้น ไม่มีคำยกย่องสรรเสริญพระเยซูหรือยากอบเลย

4.ไม่ใช่พระธรรมตอนนี้หรือตอนที่ใหญ่กว่า ที่เชื่อมต่อพระเยซูกับยอห์นผู้ให้บัพติศมาดังที่คริสเตียน ผู้แก้ไขข้อความโดยการสอดแทรกคาดหวังไว้

เกาวินยังคงโต้แย้งต่อไป:

ใน "บันทึกเหตุการณ์ประจำปี" ของทาสิทัส นักประวัติศาสตร์โรมัน มีข้อความสั้น ๆ ซึ่งพูดถึง "คริสตัส" ในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่มคนที่เรียกว่าพวกคริสเตียน – ประกอบโครงสร้างด้วยผู้คน "ซึ่งถูกเกลียดชังเพราะอาชญากรรมของพวกเขา” ถ้อยคำเหล่านี้ปรากฏในเรื่องราวการเผากรุงโรมที่ทาสิทัยเขียน หลักฐานสำหรับเนื้อหาตอนนี้ไม่รุนแรงไปกว่าเนื้อหาตอนที่โจซิฟัสเขียน มันไม่ได้ถูกยกมาโดยนักเขียนคนใดก่อนศตวรรษที่สิบห้า; และเมื่อถูกยกมาอ้างอิง มีเพียงสำเนาหนึ่งฉบับของ "บันทึกเหตุการณ์ประจำปี" ในโลก; และสำเนาฉบับนั้นดูเหมือนได้ถูกจัดทำในศตวรรษที่แปด – หกร้อยปีหลังจากทาสิทัสตายไปแล้ว "บันทึกเหตุการณ์ประจำปี" ถูกตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 115 และ 117 เกือบหนึ่งศตวรรษหลังจากสมัยของพระเยซู – ดังนั้นเนื้อหาตอนนั้น ถ้าแม้ว่าจะเป็นจริง จะไม่ได้พิสูจน์อะไรที่เกี่ยวกับพระเยซู

เรื่องนี้เพียงแค่พลาดประเด็นไป เรื่องการดำรงอยู่ของพระเยซูไม่ได้ประชันกันในปาเลสไตน์ศตวรรษแรก และการอ้างอิงถึงพระเยซูในเชิงลบโดยทาสิทัสและคนอื่น ๆ เป็นหลักฐานที่มีประสิทธิภาพว่า อย่างน้อยพระเยซูทรงเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นบุคคลที่โดดเด่นและเป็นจริงแท้ในศตวรรษแรก เหตุใดนักวิจารณ์เชิงลบเหล่านี้จึงไม่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระองค์ พวกเขาได้รับข้อมูลมาจากที่ไหน นอกจากนี้การสอบสวนอย่างละเอียดเป็นหนึ่งในลักษณะที่มีชื่อเสียงที่สุดของทาสิทัส ความน่าเชื่อถือได้ของเขาในฐานะนักประวัติศาสตร์ยืนหยัดเพื่อปกป้องต่อข้อมูลที่เขาได้ยืมมาจากแหล่งข้อมูลใดโดยไม่ลำเอียงเลย ที่ทาสิทัสได้ข้อมูลของเขาจากพวกคริสเตียนไม่ได้รับการพิสูจน์ยอมรับโดยข้ออ้างอิงในเชิงลบเลย

ทาสิทัสเพียงแต่มีแนวโน้มที่จะพูดซ้ำในสิ่งที่ประชาชนบอกโดยที่เขาไม่ชอบหรือไม่ ในที่สุด เมื่อรายงานถึงประวัติศาสตร์และความเชื่อของชาวยิว ผู้ที่เขาดูหมิ่นมากพอๆกับพวกคริสเตียน ดูเหมือนค่อนข้างเห็นได้ชัดจากคำอธิบายที่ไม่ถูกต้องของเขาว่า ทาสิทัสไม่มีแนวโน้มที่จะปรึกษา "มุมมองของตนเอง" ของชาวยิว หรือแม้กระทั่ง " ผู้ให้ข้อมูลชาวยิว"

เกาวินเว้นข้ามไม่พูดถึงข้อมูลอ้างอิงฝ่ายโลกตอนแรกอื่นๆ ถึงพระเยซู รวมถึงสิ่งที่พบในคัมภีร์โบราณทัลมุดและในงานเขียนของ ลูเซียน ไพลนิ ซิวโตนิอัส ทาสิทัสและทัลลัส แต่ถึงแม้ว่าเราต้องถือว่าไม่มีข้อมูลอ้างอิงทางฝ่ายโลกถึงพระเยซูตอนศตวรรษแรกหรือต้นศตวรรษที่สอง เรายังคงมีเรื่องราวอัศจรรย์มากเรื่องการดำรงอยู่ของพระองค์ ทำไมล่ะ ถ้าหากสาวกของพระเยซูได้ตัดสินใจที่จะสร้างพระเยซูที่เป็นตำนาน และพูดบรรยายลักษณะพระองค์ โดยพยายามที่จะวาดพระองค์ให้เป็นใครบางคนผู้ที่ถือสิทธิอำนาจของพระเมสสิยาห์แล้ว จะเกิดปัญหามากมายประการแรก แน่นอนว่าพวกเขาดูเหมือนได้ทำทุกอย่างผิดพลาด ถ้าเป้าหมายของพวกเขาก่อให้เกิดศาสนาใหม่ มันอาจอาจคู่ควรที่จะวางกรอบมัน เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของบรรดาผู้ที่พวกเขากำลังแสวงหาเพื่อตอกย้ำให้แน่ใจ แนวความคิดของชาวยิวเรื่องพระเมสสิยาห์เป็นผู้นำทางทหารที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่จะนำการพิชิตพวกโรมันผู้กดขี่พวกเขา ประการที่สอง นักการศึกษาสมัยใหม่ยอมรับเป็นเอกฉันท์ว่า เหล่าสาวกเชื่ออย่างจริงใจในสิ่งที่พวกเขากำลังประกาศ (พวกเขายินดีที่จะเสียชีวิตอย่างไร้มนุษยธรรมเพื่อมัน โดยไม่ละทิ้งสาเหตุของพวกเขา ท่ามกลางเหตุผลอื่น ๆ) ประการที่สาม จากการประกาศของคริสเตียนยุคแรกเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม (ที่เป็นฐานปฏิบัติพระราชกิจของพระเยซู) พวกเขาค่อนข้างถูกจำกัดในแง่ของข้อมูลที่มีอยู่เพื่อโครงสร้างของสิ่งที่เป็นรูปธรรม ถ้าการดำรงอยู่ของพระเยซูเป็นโครงสร้างของสิ่งที่เป็นรูปธรรม แน่นอนพวกเขาจะได้เทศนาในกรุงโรมหรือที่อื่น ๆ ไกลพอๆ กันจากประจักษ์พยานทั้งหลายที่พวกเขาหามาได้

นอกจากนี้ จงพิจารณาสถานการณ์ที่สาวกเหล่านี้ต้องเผชิญหลังจากที่ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ผู้นำของพวกเขาเสียชีวิตแล้ว และตามประเพณี ชาวยิวไม่เชื่อในพระเมสสิยาห์เรื่องที่ทรงตาย เรื่องที่ทรงฟื้นยิ่งน้อยลงมาก ในความเป็นจริง ความเชื่อดั้งเดิมของชาวยิวเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ได้คัดค้านใครก็ตามที่ฟื้นขึ้นจากความตายสู่สง่าราศีและความเป็นอมตะ ก่อนที่จะมีการฟื้นคืนชีพทั่วไปในเวลาสิ้นสุดโลกนี้ การตีความเกี่ยวกับกฎหมายยิว ในเรื่องเกี่ยวกับคำทำนายเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเมสซิยาห์ คือว่าพระองค์จะทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตายพร้อมกับบรรดาวิสุทธิชนคนอื่น ๆ ที่ตายไปก่อนแล้วเวลาสิ้นสุดโลก ดังนั้น มันจึงสำคัญว่าพวกสาวกไม่มีบทบัญญัติที่จำเป็นเรื่องการคืนชีพฝ่ายร่างกาย เพราะเป็นวัฒนธรรมที่แปลกจากที่มีอยู่ในสังคม เป็นความคิดภายในใจของยิวที่มีชื่อเสียงที่ได้รับมา บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อยอห์นได้เขียนคำพยานของเขา (ยอห์น 20: 9) ว่าในการค้นพบหลุมฝังศพที่ว่างเปล่า "พวกเขายังไม่เข้าใจข้อพระคัมภีร์ที่เขียนไว้ว่า พระเยซูต้องทรงฟื้นขึ้นมาจากตาย" ถ้าเหล่าสาวกได้เป็นผู้ก่อให้เกิดรูปแบบอย่างที่ดี ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาได้จัดวางเรื่องการฟื้นจิตวิญญาณอย่างดีที่สุด เพราะการฟื้นคืนชีวิตและร่างกายควรได้รับการเผยให้เห็นอย่างไม่ย่อท้อพร้อมสภาพที่เป็นศพแล้ว แต่ พวกเขาพูดถึงการฟื้นคืนชีพฝ่ายกายที่แท้จริง ซึ่งถ้าหากไม่เป็นจริง เป็นการเสี่ยงมหันต์ควรที่สภาพกายควรถูกสืบหาให้เจอ ถ้าจะพูดให้ถูก พวกเขาเชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์อย่างแท้จริง เพราะพวกเขาได้เป็นพยานมันด้วยตัวพวกเขาเอง ผู้นำศาสนาสมัยนั้นไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการยับยั้งศาสนาคริสต์

เหตุผลสุดท้าย ว่าเหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้ที่ว่าเหล่าสาวกของพระเยซูจะสร้างเรื่องพระเยซูให้เป็นตำนานเรื่องการสิ้นพระชนม์โดยการตรึงบนกางเขนตามกฎหมายของชาวยิว โทษประหารชีวิตพระเยซูโดยการตรึงบนกางเขน แสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นคนที่ถูกสาปแช่งโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง

เฉลยธรรมบัญญัติ 21:23 “อย่าให้ศพค้างอยู่ที่ต้นไม้ข้ามคืน ท่านจงฝังเขาเสียในวันเดียวกันนั้น ด้วยว่าผู้ที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ ก็ต้องถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า ท่านอย่ากระทำให้แผ่นดินของท่านซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้เป็นมรดกนั้นเป็นมลทิน”

การตรึงกางเขนนั้นเป็นความหายนะอย่างไม่ต้องสงสัยตามกรอบความคิดของคริสตจักรยุคแรก เพราะมันได้แสดงให้เห็นอย่างมีประสิทธิภาพว่า พวกฟาริสีและสภาชาวยิวได้ทำถูกต้อง และพวกสาวกได้ละทิ้งบ้าน ครอบครัวและทรัพย์สินไปตามคนนอกรีต ชายที่ถูกสาปแช่งโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง

อะไรคือคนนอกรีต – คำประกาศที่ทำให้เข้าใจผิด
ตามที่ เกาวิน บอกไว้:

มีข่าวประเสริฐมากมายหมุนเวียนเข้ามาในตอนต้นศตวรรษ และจำนวนมากนั้นเป็นฉบับที่มีการปลอมแปลง ท่ามกลางข่าวประเสริฐเหล่านี้มี “ข่าวประเสริฐของเปาโล” "ข่าวประเสริฐแห่งบาร์โทโลมิว""ข่าวประเสริฐของยูดาส อิสคาริโอท" "ข่าวประเสริฐของชาวอียิปต์" "ข่าวประเสริฐหรือความทรงจำของเปโตร" "คำพยากรณ์หรือคำตรัสของพระคริสต์" "และสิ่งผลิตที่เคร่งศาสนาจำนวนมากมาย” ซึ่งอาจหาอ่านได้ใน" พันธสัญญาใหม่ที่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด” บุรุษลึกลับได้เขียนข่าวประเสริฐมากมาย และแนบชื่อของคริสเตียนคนสำคัญโดดเด่นไว้ที่ผลงานนั้น เพื่อให้ผลงานนั้นดูท่ามีความสำคัญ ผลงานเขียนถูกปลอมชื่อของเหล่าอัครสาวก และแม้กระทั่งในพระนามของพระคริสต์ ครูคริสเตียนสำคัญที่สุดหลายคนสอนว่า มันเป็นคุณธรรมความดีในการหลอกลวงและโกหกเพื่อเกียรติยศแห่งความเชื่อ ดีน มิลแมน นักประวัติศาสตร์คริสเตียนที่มีมาตรฐานกล่าวว่า "คนฉ้อฉลที่ดูเคร่งศาสนาถูกยอมรับได้และถูกให้ปฏิญาณ" สาธุคุณ ดร กิลส์ เขียน: "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนังสือมากมายหลายเล่ม ถูกเขียนขึ้นโดยไม่มองด้านอื่นนอกจากจะหลอกลวง" ศาสตราจารย์ โรเบิร์ตสัน สมิ ธ กล่าวว่า "มีกองวรรณกรรมปลอมจำนวนมหาศาลล่องลอยอยู่ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เหมาะกับมุมมองของกลุ่มคน" คริสตจักรยุคแรกท่วมท้นไปด้วยผลงานเขียนทางศาสนาที่หลอกลวง จากวรรณกรรมจำนวนมากมายนี้ ข่าวประเสริฐของเราถูกคัดเลือกโดยปุโรหิตและเรียกว่าพระวจนะของพระเจ้าที่ได้รับการดลใจให้เขียน พระกิตติคุณเหล่านี้ได้ถูกปลอมแปลงหรือไม่ ไม่มีความมั่นใจว่าพวกมันไม่ได้ถูกปลอมแปลง แต่ขอให้ฉันถามสักคำ: ถ้าพระเยซูคริสต์เป็นบุคคลหนึ่งในประวัติศาสตร์ เหตุใดจึงจำเป็นต้องปลอมแปลงเอกสารเพื่อพิสูจน์การดำรงอยู่ของพระองค์ มีใครเคยคิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารเพื่อพิสูจน์การดำรงอยู่จริงของบุคคลใดที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเคยมีชีวิตอยู่หรือไม่ การกุเรื่องของคริสเตียนยุคแรกเริ่ม เป็นหลักฐานสำคัญยิ่งต่อความอ่อนแอของสาเหตุที่มาของศาสนาคริสต์

"ตามที่พวกนอสติกกำลังคิดว่า “ข่าวประเสริฐทั้งหลาย" ของพวกเขา เขียนโดยผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญในคริสตจักรสมัยศตวรรษแรก เช่น เปโตร โธมัสและมารีย์ แม็กดาลีน คนจะคิดว่าสิ่งนี้จะให้น้ำหนักกับกรณีที่ว่า คริสตจักรยุคแรกนั้นสัตย์ซื่อในการคิดว่าเอกสารของพวกเขาเขียนโดยหลายบุคคลที่ถูกต้อง ทำไมจึงคิดว่าข่าวประเสริฐเขียนโดยผู้คนที่เป็นพลเมืองระดับสองเช่นมาระโก และลูกา สุดท้าย คริสตจักรยุคแรกพร้อมที่จะยืนยันว่า มาระโกได้รับข้อมูลของเขามากมายจากเปโตร ดังนั้นเหตุใดจึงไม่คิดว่ามันเขียนโดยเปโตร ถ้านี่คือทั้งหมดเกี่ยวกับความมีเครดิตน่าเชื่อถือ ไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องนี้แต่ประการใดในบทความนี้ นอกจากนี้ พระกิตติคุณพวกนอสติกไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อพิสูจน์การดำรงอยู่ของพระเยซู อินเตอร์เน็ทคนนอกรีต แสดงให้เห็นว่า ที่สุดแล้วไม่มีความเข้าใจหรือความชื่นชมยินดีในเบื้องหลังของพวกนิยมแบบนอสติก หรือไม่มีวาระที่สัมพันธ์กันเบื้องหลังเอกสารที่เผยแพร่ออกไปแล้ว แท้จริงไม่มีแม้แต่ข้อโต้แย้งใด ๆ ในคริสตจักรยุคแรก พร้อมกับนับถือผู้เขียนข่าวประเสริฐที่เกี่ยวกับหลักทางศาสนาทั้งสี่ฉบับ สำหรับใครก็ตามแม้คุ้นเคยเล็กน้อยกับประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรก ข้อโต้แย้งนี้แทบจะไม่มีข้อสงสัยเลย

อะไรคือคนนอกรีต – การอ้าง “คนชอบลอกแบบ "การขโมยคัดลอกผลงานของศาสนานอกรีต
การกล่าวอ้างซึ่งบ่อยครั้งปรากฏผิวเผินบนเว็บไซต์คนนอกรีตทางอินเทอร์เน็ต เป็นข้อกล่าวหาว่าศาสนาคริสต์เป็นการดัดแปลงศาสนาและตำนานต่างๆ ของศาสนานอกรีต เป็นการประกาศที่ได้ถูกปฏิเสธโดยนักวิชาการศึกษาส่วนใหญ่ ในมุมมองของข้อกล่าวหานี้ ไม่ทำให้รู้สึกอะไรว่า ทำไมชาวยิวที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวอย่างจริงใจ ที่ถูกปกป้องในวัฒนธรรมแบบปาเลสไตน์ คงได้ไปยืมมาจาก "ศาสนาลึกลับ" ของพวกนอกรีตและต่อมาได้ตายไปแล้ว ด้วยการประกาศสิ่งที่พวกเขารู้ว่าเป็นแผนการสมรู้ร่วมคิดทั้งหมด.

อย่างไรก็ตาม เจมส์ สตีล เขียนเรื่อง การประสูติของพระแม่มารีและความเป็นเด็กในความลึกลับของพระคริสต์:

เมื่อเวลาผ่านไป คงเห็นได้ว่าราชอาณาจักรของพระเจ้าถูกเลื่อนออกไป ในท่ามกลางชาวยิวที่เป็นแบบเฮลเลนและพวกนอกรีตชาวกรีก ผู้ที่พิจารณาการกลับใจมานับถือศาสนาคริสต์ ความล่าช้านี้ทำให้เกิดคำถามมากมายกว่าคำตอบ นอกจากนี้ พวกนอกรีตชาวกรีก จากซึ่งศาสนาคริสต์ต้องชักนำผู้ที่ได้กลับใจมาเชื่อ และในที่สุดก็เจริญรุ่งเรือง แท้จริงสงสัยเรื่องผู้ช่วยให้รอดคนใหม่ และรางวัลตอบแทนจากสวรรค์ที่พวกเขาอาจสัญญาไว้ ชาวกรีกเหล่านี้ต้องคัดเลือกเอาจากลัทธิและเทพเจ้าที่ลึกลับมากมาย ที่ได้ผุดให้เกิดขึ้นมา แต่ละลัทธิสัญญาจะให้มีชีวิตที่ร่ำรวยและเป็นสุขนิรันดรในสวรรค์หลังความตาย พระเยซูทรงมีเพียงเล็กน้อยที่จะเสนอต่อชาวกรีกเหล่านี้ จากเรื่องราวทั้งหมด พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ชาวยิวผู้ที่ต้องตาย ทรงตรัสเฉพาะกับลูกหลานของอับราฮัม และสั่งให้พวกเขาเตรียมทางของพระเจ้า ผู้ที่จะทรงสร้างกรุงเยรูซาเล็มใหม่เฉพาะเพื่อประชากรที่พระองค์เลือกไว้ พระเยซูของชาวมาคันที่สาวกของพระองค์ได้รู้จักในช่วงกลางถึงปลายศตวรรษแรก (ก่อนพระกิตติคุณ มัทธิว ลูกาและยอห์น) ไม่ได้มีลักษณะร่วมใด ๆ กับของเทพเจ้า ไดโอนีซัส หรือเฮราเคิล ผู้ช่วยให้รอดที่มีคุณธรรม และผู้มีประวัติยาวนาน พระลักษณะที่เพิ่มเติมหลังการบังเกิดที่บริสุทธิ์ของพระเยซูนั้นสำคัญ ถ้าพระเยซูต้องเป็นที่ยอมรับของคนนอกรีตในโลกแบบชาวเฮเลน

แต่แล้ว ไม่มีเรื่องใดในการบังเกิดทั้งสองเรื่องเกี่ยวกับ ไดโอนิซัส ที่แนะนำเรื่องการบังเกิดที่บริสุทธิ์ ตามตำนานเรื่องหนึ่ง ไดโอนิซัส เป็นผลผลิตของ เทพเจ้าซูส และ เปอร์สิโฟน เฮร่า เริ่มอิจฉาริษยาอย่างบ้าคลั่งและพยายามที่จะทำลายทารกโดยการส่งพวกไตตัน เพื่อฆ่าเขา เทพเจ้าซูสลงมาช่วย แต่ก็สายเกินไป พวกไททันได้กินทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นหัวใจของ ไดโอนิซัส แล้วเทพเจ้าซูสจึงเอาหัวใจและปลูกฝังมันเข้าไปในครรภ์ของสิมิลี ในตำนานเรื่องที่สอง เทพเจ้าซูสจึงทำให้หญิงสาวธรรมดาชื่อ สิมิลี ตั้งท้องขึ้นมา นำความอิจฉาริษยามากมายสู่เฮร่า เฮร่าโน้มน้าวให้ สิมิลี ขอเทพเจ้าซูสสำแดงพระสิริแก่เธอ แต่เพราะไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนใดสามารถมองดูเหล่าเทพเจ้าและมีชีวิตอยู่ได้ สิมิลี ถูกเผาไหม้ในทันที แล้วเทพเจ้าซูสนำเอาไดโอนิซัส ทารกในครรภ์ และเย็บชุนเขาลงในโคนขาของเขาเองจนกว่าทารกจะเกิด อย่างที่เราเห็น ไม่มีการบังเกิดบริสุทธิ์เกิดขึ้น แต่นี่เป็นวิธีที่ ไดโอนิซัส ได้กลายเป็นเทพเจ้าแห่งการเกิดใหม่ เพราะเขาเกิดมาสองครั้งในครรภ์

ริชาร์ด แคริเออร์ ทำเรื่องที่อื่นสักแห่งว่า "โฮรัสแห่งประเทศกรีก ได้รับการบรรยายว่าขึ้นครองราชย์ครั้งแรกนับพันปี จากนั้นก็ตายแล้วถูกฝังอยู่สามวัน เมื่อหมดเวลาที่เขามีชัยชนะเหนือไทฟอน หลักการชั่วร้าย และอีกครั้งฟื้นคืนชีพตลอดไปแต่แคริเออร์ ผิดพลาด การเชื่อมต่อครั้งเดียวที่เราสามารถทำให้โฮรัส ฟื้นขึ้นมาคือ ถ้าเราคิดถึงการควบรวมสุดท้ายของ โฮรัส และ โอซิริส แต่ทฤษฎีดังกล่าวเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ที่สังเกตเห็นได้ชัดโดยชาวอียิปต์ นับตั้งแต่ที่พวกเขาได้เปลี่ยนความเชื่อของตนภายหลังเพื่อจัดการข้อขัดแย้งทั้งหลาย ในนิทานอียิปต์ โอซิริสถูกชำแหละให้ขาดโดยเซ็ทในสงครามสู้รบ หรือถูกปิดผนึกไว้ในทรวงอกและถูกถ่วงให้จมในแม่น้ำไนล์ ไอซิสจับต่อเรือนร่างของโอซิริสกลับมารวมกัน และฟื้นคืนชีพโอซิริสเพื่อตั้งครรภ์ทายาทผู้ที่จะสืบทอดล้างแค้นความตายของโอซิริส (แม้ว่าในทางเทคนิค โอซิริสไม่ได้ฟื้นคืนชีพจริง เพราะเขาถูกห้ามไม่ให้กลับไปยังโลกของผู้มีชีวิตอีก)

เว็บไซต์ของคนนอกรีตถูกพาดพิงถึงด้วยข้อมูลที่ผิดอื่น ๆ เกี่ยวกับเทพเจ้าของคนนอกรีต และข้อกล่าวหาบ่อยๆ ว่า พวกคริสเตียน "ได้ยืม" ข้อมูลมาจากพวกเขา การประกาศดังกล่าวยังคงต้องถูกพิสูจน์ หรือแม้แต่ถูกสนับสนุนจากหลักฐานอันน้อยนิดที่สุด

อะไรคือคนนอกรีต? - ข้อสรุป
เว็บไซต์อินเตอร์เน็ทคนนอกศาสนา (อินเทอร์เน็ตนอกรีต) เป็นเพียงการบรรจุใหม่ทฤษฎีการสมรู้ร่วมคิดเก่า ๆ รวมถึงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโจ่งแจ้งและการกล่าวเกินจริง เกือบทั้งหมดซึ่งได้ถูกยกเลิกตั้งแต่นั้นมาโดยความคิดเห็นของนักวิชาการส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม คนนอกศาสนายังคงดึงดูดปริมาณการเข้าชมทางอินเทอร์เน็ตมากมาย ในประวัติศาสตร์มีน้อยมากที่แน่นอน แต่ยังมีความสงสัยในระดับที่สร้างงานหนักของนักประวัติศาสตร์เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ข้อวินิจฉัยที่ว่าคริสตจักรยุคแรกได้ยืมข้อมูลจากศาสนานอกรีตสมัยโบราณ และว่าพระเยซูไม่เคยทรงเป็นอยู่ ต้องการความสงสัยแบบที่เลือกเฟ้น เกี่ยวกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และวิธีที่ข้อมูลอื่นๆ ต้องถูกตีความหมายได้อย่างเหมาะสม ในท้ายที่สุด หากอินเทอร์เน็ตคนไม่เลื่อมใสศาสนาถูกต้องในการโต้แย้งของพวกเขาว่าพระเยซูไม่เคยทรงเป็นอยู่ มันทำให้ศาสนาคริสต์เป็นปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่อมากขึ้นถ้าพระองค์ทรงเคยดำรงอยู่ ดังที่ผู้เขียนเพลงสดุดีเป็นพยานยืนยันอย่างถูกต้องว่า "คนโง่ได้กล่าวไว้ในใจว่า" ไม่มีพระเจ้า (สดุดี 14:1)



กลับสู่หน้าภาษาไทย



อะไรคือคนนอกรีต?