คริสเตียนควรมีมุมมองเรื่องพันธุวิศวกรรมอย่างไร ?




คำถาม: คริสเตียนควรมีมุมมองเรื่องพันธุวิศวกรรมอย่างไร ?

คำตอบ:
เพราะพันธุวิศวกรรมไม่เป็นที่รู้จักกันในสมัยที่พระคัมภีร์ถูกบันทึกไว้ มันเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดหลักฐานเจาะจงเฉพาะหัวเรื่องนั้น เพื่อจะตัดสินมุมมองของคริสเตียนเรื่องพันธุวิศวกรรม เราต้องสร้างกรอบของหลักความเชื่อเพื่อเราจะมองเรื่องพันธุวิศวกรรม

องค์ประกอบของความเกี่ยวพันที่สำคัญที่สุดด้านพันธุวิศวกรรม เกี่ยวกับว่ามนุษย์มีเสรีภาพมากแค่ไหน ที่สามารถรับผิดชอบในการดูแลร่างกายของคน และสรรพสิ่งที่ทรงสร้างอื่นๆ ไม่มีข้อสงสัยว่า พระคัมภีร์เตือนสติให้เรารับผิดชอบต่อสุขภาพร่างกายของเรา พระธรรมสุภาษิตกล่าวถึงกิจกรรมบางอย่าง เรื่องการฟื้นฟูสุขภาพของแต่ละคน

สุภาษิต 12:18 “มีบางคนที่คำพูดพล่อยๆของเขาเหมือนดาบแทง แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้”

อัครสาวกเปาโลระบุว่า เรามีหน้าที่บางอย่างที่ต้องดูแลร่างกาย

เอเฟซัส 5:29 “เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทะนุถนอม เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร”

นอกจากนี้ท่านยังได้สนับสนุนบุตรบุญธรรมของท่านคือทิโมธี ให้ดูแลด้านการใช้ยารักษาโรคสำหรับคนที่อ่อนแอทั้งหลาย

1 ทิโมธี 5:23 “อย่าดื่มแต่น้ำอีกต่อไป แต่จงใช้เหล้าองุ่นบ้างเล็กน้อย เพื่อประโยชน์แก่กระเพาะอาหารของท่าน และโรคที่บังเกิดแก่ท่านเนืองๆ”

ผู้เชื่อทั้งหลายมีความรับผิดชอบที่จะใช้ร่างกายอย่างเหมาะสม เพราะเราเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์

1โครินธ์ 6:19,20 “ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด”

เราสำแดงความเชื่อของเราโดยเข้าช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ต้องการให้ช่วยดูแลฝ่ายร่างกาย

ยากอบ 2:16 “และมีคนใดในพวกท่านกล่าวแก่เขาว่า ‘เชิญไปเป็นสุขเถิด ขอให้อบอุ่นและอิ่มเถิด’ และไม่ได้ให้สิ่งที่เขาขัดสนนั้น จะเป็นประโยชน์อะไร”

ดังนั้น ในฐานะคริสเตียน เราควรจะเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ที่ดีฝ่ายกายของตัวเองและคนอื่นๆ

สรรพสิ่งที่ทรงสร้างต้องอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของมนุษย์

ปฐมกาล 1:28 “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน”

ปฐมกาล 2:15-20 “พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า ‘บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้ง หมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่’ พระเจ้าตรัสว่า ‘ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น’ พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่ง และนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดิน แล้วทรงนำ มายังชายนั้น เพื่อดูว่า เขาจะเรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น ชายนั้นจึงตั้งชื่อบรรดาสัตว์ใช้งาน และนกในอากาศและบรรดาสัตว์ป่า แต่ชายนั้นยังหามีคู่อุปถัมภ์ที่สมกับตนไม่”

แต่พระคัมภีร์บอกเราว่า สรรพสิ่งที่ทรงสร้างได้รับผลกระทบจากบาปของเรา

ปฐมกาล 3:17-19 “พระองค์จึงตรัสแก่อาดัมว่า ‘เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความ ทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้า และเจ้าจะกินพืชต่างๆของทุ่งนา เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม’”

โรม 8:19-21 “ด้วยว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว มีความเพียรคอยท่าปรารถนาให้บุตรทั้ง หลายของพระเจ้าปรากฏ เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยู่ในอำนาจของอนิจจัง ไม่ใช่ตามใจชอบของตนเอง แต่เป็นไปตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เข้าอยู่นั้น ด้วยมีความหวังใจว่า สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย และจะเข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า”

สรรพสิ่งที่ทรงสร้างคาดหวังว่าจะได้รับการไถ่ให้พ้นจากผลของบาป มันเป็นไปได้ที่จะสรุปว่า ในฐานะเป็นผู้ดูแลสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง มนุษย์มีหน้าที่ในการ ‘จัดการ’ ผลกระทบจากคำสาปแช่งบาป และพยายามที่จะจัดตำแหน่งสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นโดยวิธีใดก็ได้เท่าที่จะทำได้” ดังนั้น ความคิดแล่นต่อไป ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ สามารถใช้เพื่อให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างดำรงสภาพที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้พันธุวิศวกรรมเพื่อให้บรรลุผลที่ดี

1. มีความกังวลว่าพันธุวิศวกรรมจะมีบทบาทล้ำเกินสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่เรา ให้เป็นผู้อารักขาสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง พระคัมภีร์กล่าวว่าทุกสิ่งได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าและเพื่อพระองค์

โคโลสี 1:16 “เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ไม่ว่าจะเป็นเทวบัลลังก์ หรือเป็นเทพอาณาจักร หรือเป็นเทพผู้ครองหรือศักดิเทพ สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้น โดยพระองค์และเพื่อพระองค์”

พระเจ้าทรงออกแบบสิ่งมีชีวิตทั้งหมดให้เกิดผลผลิตตาม "ชนิด" ของมันโดยเฉพาะ

ปฐมกาล 1:11-25 “พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบนแผ่นดิน’ ก็เป็นดังนั้น แผ่นดินก็เกิดพืช คือผักหญ้าที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลมีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สาม พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดูวันปี และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่ไว้สองดวง ให้ดวงใหญ่ครองวัน ดวงเล็กครองคืน พระองค์ทรงสร้างดวงดาวต่างๆด้วย พระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างเหล่านี้ไว้บนฟ้า ให้ส่องสว่างบนแผ่นดิน ให้ครองวันและคืน และแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี . มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สี่ พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และนกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน’ พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตนานาชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำ เป็นฝูงๆตามชนิดของมัน และนกต่างๆตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่สัตว์เหล่านั้นว่า ‘จงมีลูกดกทวีมากขึ้น จนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน’ มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่ห้า พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ป่าตามชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมันและสัตว์ ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี”

การจัดการของพันธุศาสตร์มากเกินไป (การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์) อาจจะปลอมปนกับสิ่งทั้งหลายที่พระผู้ทรงออกแบบได้กำหนดมาให้

2. มีความกังวลเรื่องพันธุวิศวกรรม ที่พยายามจะทำให้แผนการของพระเจ้าสำหรับการสร้างใหม่เบี่ยงเบนไป ตามที่ได้กล่าวแล้ว สรรพสิ่งที่ทรงสร้างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 3 (การที่มนุษย์กบฏต่อต้านแผนการของพระเจ้า) ความตายเข้ามาในโลก และการสร้างพันธุกรรมของมนุษย์ สรรพสิ่งทรงสร้างที่เหลือเริ่ม มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งนำไปสู่การจบสิ้นในบางกรณี อาจจะมองว่าพันธุวิศวกรรมเป็นความพยายามที่จะยกเลิกผลของบาปที่เรียกว่านี้ "คำสาปแช่ง" พระเจ้าได้ตรัสว่า พระองค์ทรงมีวิธีเยียวยารักษาเรื่องนี้- การทรงไถ่บาปโดยพระเยซูคริสต์ที่อธิบายไว้ในพระธรรมโรมบทที่ 8 และ 1 โครินธ์บทที่ 15 สรพสิ่งที่ทรงสร้างคาดหวังสิ่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสุดยอดของพระสัญญาของพระเจ้าที่จะทรงรื้อฟื้นสิ่งต่างๆ ไปสูสถานะที่ดียิ่งขึ้นกว่าดั้งเดิม การก้าว "ไกลเกิน" ที่จะสู้กับกระบวนการนี้ อาจแข่งกับความรับผิดชอบของแต่ละคนที่จะไว้วางใจในพระคริสต์เพื่อทรงทำการคืนกลับสภาพ

ฟีลิปปี 3:2 “พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงพระสิริของพระองค์ ด้วยฤทธานุภาพซึ่งทำให้พระองค์ปราบสิ่งสารพัดลงใต้อำนาจของพระองค

3. มีความกังวลว่าพันธุวิศวกรรมอาจรบกวนแนวทางชีวิตของเราที่พระทรงวางไว้ ดูเหมือนเห็นได้ชัดจากการศึกษาทั่วไปในพระคัมภีร์ ที่ว่าพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับขั้นตอนของชีวิต ยกตัวอย่างเช่น เพลงสดุดีบทที่ 139 บรรยายความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้เขียนเพลงสดุดีและพระผู้ทรงสร้างเขาตั้งแต่ในครรภ์ การใช้การจัดการทางพันธุกรรมเพื่อสร้างชีวิตนอกเหนือแผนการของพระเจ้า จะเป็นภัยต่อพัฒนาการของวิญญาณที่มีจิตสำนึกในพระเจ้าหรือไม่ การเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการของชีวิตร่างกาย จะส่งผลต่อโอกาสชีวิตฝ่ายวิญญาณหรือไม่

โรม 5:12 “เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป”

สิ่งนี้บอกเราว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีบาปเพราะอดัมได้ทำบาป เป็นที่เข้าใจว่าเรื่องนี้รวมทั้งการส่งผ่านธรรมชาติบาปจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นทุกคนล้วนมีบาป

โรม 3:23 “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า”

เปาโลอธิบายความหวังของชีวิตนิรันดร์ผ่านการพิชิตความบาปของอาดัม หากทุกอย่างที่อยู่ในอดัม (จากสายพันธุ์ของเขา) ตายไป และพระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบรรดาผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว วิตที่ถูกสร้างขึ้นนอกเหนือ "สายพันธุ์" สามารถได้รับการไถ่ให้รอดหรือไม่

1โครินธ์ 15:22, 23 “เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น แต่ว่าจะเป็นไปตามลำดับคือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรก แล้วภายหลังก็คือคนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์ ในเมื่อพระองค์เสด็จมา”

4. มีความกังวลว่า การติดตามค้นหาอย่างกล้าหาญในความก้าวหน้าด้านพันธุวิศวกรรมได้รับแรงจูงใจจากการต่อต้านพระเจ้า

ปฐมกาล 11:1-9 “คนทั้งหลายทั่วโลกพูดภาษาเดียวกัน และมีศัพท์สำเนียงเดียวกัน เมื่อพากันอพยพไปทิศตะวันออก ก็พบทุ่งราบในแดนเมืองชินาร์ จึงตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น แล้วต่างคนต่างก็พูดกันว่า “มาเถิด เราจงทำอิฐ เผาให้สุกแข็ง” เขาจึงมีอิฐใช้ต่างหิน และมียางมะตอยใช้ต่างปูนสอ เขาทั้งหลายจึงว่า ‘มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้นและก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า ให้เราทำชื่อเสียงไว้ มิฉะนั้นเราจะต้องกระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน’ พระเจ้าเสด็จลงมาทอดพระเนตรเมือง และหอที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นนั้น แล้วพระเจ้าตรัสว่า ‘ดูเถิด คน มาเถิด เราจงลงไป ทำให้ภาษาของเขาวุ่นวายต่างกันไป อย่าให้เขาพูดเข้าใจกันได้’ พระเจ้าจึงทรงทำให้เขา กระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วพื้นแผ่นดิน คนเหล่านั้นก็เลิกสร้างเมืองนั้น เหตุฉะนี้จึงเรียกเมืองนั้นว่าบาเบล เพราะว่าที่นั่นพระเจ้าทรงทำ ให้ภาษาของเขาวุ่นวายไป และพระเจ้าทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน”

นี้แสดงให้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อสรรพสิ่งที่ทรงสร้างพยายามที่จะยกระดับตัวเองให้อยู่เหนือกว่าพระผู้สร้าง ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 11 ประชาชนอยู่รวมกันเป็นปึกแผ่น แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า เป็นผลให้พระเจ้าทรงหยุดยั้งความก้าวหน้าของพวกเขา แน่นอนพระเจ้าทรงยอมรับว่า มีอันตรายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับทิศทางที่ซึ่งผู้คนกำลังมุ่งหน้าไป เรามีคำเตือนคล้ายกันนี้ในพระธรรมโรม

โรม 1:18-32 “เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ที่เอา ความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่ง ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่ พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป และเขาได้เอาพระสิริของพระเจ้าผู้เป็นอมตะมาแลกกับรูปมนุษย์ที่ต้องตายหรือรูปนก รูปสัตว์จตุบาท และรูปสัตว์เลื้อยคลาน เหตุฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาให้ประพฤติอุลามกตามราคะตัณ หาในใจของเขาให้เขากระทำสิ่งซึ่งน่าอัปยศทางกายต่อกัน เพราะว่าเขาได้เอาความจริงเรื่องพระเจ้ามาแลกกับความเท็จ และได้นมัสการและปรนนิบัติสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ แทนพระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ซึ่งควรจะได้รับความสรรเสริญเป็นนิตย์ อาเมน เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้เขามีกิเลสตัณหาอันน่าอัปยศ พวกผู้หญิงของเขาก็เปลี่ยนจากการสัมพันธ์ตามธรรมชาติ ให้ผิดธรรมชาติไป ฝ่ายผู้ชายก็เลิกการสัมพันธ์กับผู้หญิงให้ถูกตามธรรมชาติเช่นกัน และเร่าร้อนด้วยไฟแห่งราคะตัณหาที่มีต่อกัน ผู้ชายกับผู้ชายด้วยกัน ประกอบกิจอันชั่วช้าอย่างน่าละอาย เขาจึงได้รับผลกรรมอันสม ควรแก่ความผิดของเขา และเพราะเขาไม่เห็นสมควรที่จะรู้จักพระเจ้า พระองค์จึงทรงปล่อยให้เขามีใจชั่วและประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม พวกเขาเต็มไปด้วยสรรพการอธรรม ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษยา การฆ่าฟัน การวิวาท การล่อลวง การคิดร้าย พูดนินทา ส่อเสียด เกลียดชังพระเจ้า เย่อหยิ่งจองหอง อวดตัว ริทำชั่วแปลกๆ ไม่เชื่อฟังบิดามารดา โง่เขลา กลับสัตย์ ไม่มีความรักกัน ไร้ความปรานี แม้เขาจะรู้พระบัญญัติของพระเจ้า ที่ว่าคนทั้งปวงที่ประพฤติเช่น นั้นสมควรจะตาย เขาก็ไม่เพียงประพฤติเท่านั้น แต่ยังเห็นดีกับคนอื่นที่ประพฤติเช่นนั้นด้วย”

ตรงนี้ พระเจ้าทรงอธิบายแต่ละบุคคลที่ได้กลายเป็นติดอกติดใจกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง (การบูชามันแทนที่พระผู้สร้าง) จนพวกมันถูกนำไปสู่หายนะ ความกลัวคือว่าพันธุวิศวกรรมสามารถส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจที่คล้ายกัน และท้ายที่สุดส่งผลในทำนองเดียวกัน

เหล่านี้เป็นคำถามและปัญหาที่เราไม่พบคำตอบในปัจจุบัน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่ากังวล และควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคริสเตียน พยายามที่จะรับเอามุมมองเรื่องพันธุวิศวกรรมมาใช้



กลับสู่หน้าภาษาไทย



คริสเตียนควรมีมุมมองเรื่องพันธุวิศวกรรมอย่างไร ?