วิญญาณมารซาตานกำลังทำการร้ายในโลกทุกวันนี้หรือไม่ ?




คำถาม: วิญญาณมารซาตานกำลังทำการร้ายในโลกทุกวันนี้หรือไม่ ?

คำตอบ:
ผีต่างๆ ผีหลอน การทรงผี ไพ่ทาโรต์ กระดานอักษรและสัญลักษณ์การทรงผี การเล่นผีลูกแก้ว เหล่านี้มีอะไรเหมือนกันหรือของเหล่านี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจแก่หลาย ๆ คน เพราะพวกมันดูเหมือนให้ความเข้าใจในโลกที่ไม่รู้จัก ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของสิ่งที่ดำรงอยู่เป็นรูปธรรม และสำหรับคนมากมาย สิ่งต่างๆ ดูเหมือนไม่เดียงสาและไม่เป็นอันตราย

คนมากมายที่เข้าถึงวิชาเหล่านี้ จากมุมมองที่ไม่ตามแบบพระคัมภีร์ เชื่อว่าผีหล่านี้เป็นวิญญาณของคนตาย ผู้ที่ยังไม่ได้ไปถึง "พิภพหน้า” ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ตามอย่างคนทั้งหลายที่เชื่อถือในผีต่างๆ มีผีสามชนิดที่แตกต่างกันที่หลอกหลอนเรา:

(1) ผีหลอกหลอนที่สิงอยู่ (เหมือนกับการเปิดฟังวิดีโอโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์จริงกับวิญญาณใด ๆ )

(2) ผีหลอกหลอนโดยวิญญาณของมนุษย์ ผู้ที่ลักษณะของพวกเขา เป็นการรวมทั้งสิ่งดีและไม่ดี ( แต่ไม่ได้ชั่วร้าย) วิญญาณดังกล่าวอาจเพียงแต่ต้องการที่จะเรียกความสนใจของคน; คนอื่นอาจจะอุตริ แต่ในกรณีใดกรณีหนึ่ง พวกมันไม่ทำร้ายต่อผู้คนจริง

(3) การมีปฏิสัมพันธ์กับวิญญาณหรือมารซาตานที่ไม่เป็นมนุษย์ ลักษณะเหล่านี้สามารถสวมหน้ากากเป็นวิญญาณมนุษย์ แต่พวกมันจะมุ่งทำร้ายและเป็นอันตราย

เมื่ออ่านเรื่องเกี่ยวกับผีและผีหลอนที่สิงภายใน จากแหล่งที่ไม่ใช่มาจากพระคัมภีร์ จงจำไว้ว่า เพียงเพราะผู้เขียนอาจจะอ้างพระคัมภีร์หรือตัวละครในพระคัมภีร์ (เช่นอัครเทวทูตมิคาเอล) มันไม่ได้หมายความว่าเขาเข้าใกล้บุคคลหรือส่งของจากมุมมองของพระคัมภีร์ เมื่อไม่มีสิทธิอำนาจใดๆ มอบให้เป็นข้อมูลของผู้เขียนเลย ผู้อ่านจะต้องถามตัวเองว่า เขาหรือเธอรู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร สิทธิอำนาจของเขาและเธอคืออะไร ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนรู้ได้อย่างไรว่ามารร้ายสวมหน้ากากเป็นวิญญาณมนุษย์ ในที่สุด บรรดาผู้ที่กล่าวถึงบุคคลหรือสิ่งของดังกล่าวจากแหล่งที่ไม่เป็นไปตามพระคัมภีร์ จะต้องวางพื้นฐานความเข้าใจของพวกเขาบนความคิดของตัวเอง ความคิดของผู้อื่น และหรือประสบการณ์ของอดีตที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บนพื้นฐานการยอมรับของตัวเองว่า มารซาตานกำลังหลอกลวงและสามารถเลียนแบบวิญญาณมนุษย์ที่มีเมตตา ประสบการณ์ทั้งหลายสามารถหลอกลวงได้! หากคนหนึ่งต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาต้องไปหาแหล่งที่มา ที่ได้แสดงให้เห็นเองว่าเวลานั้นถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์--คือพระคำของพระเจ้า พระคัมภีร์ ให้เราลองมาดูสิ่งที่พระคัมภีร์ต้องกล่าวเรื่องสิ่งต่างๆ นั้น

1. พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงผีหลอนทั้งหลาย แต่ พระคัมภีร์สอนว่า เมื่อคนตายไป จิตวิญญาณของคนนั้นไปยังสถานที่หนึ่งในสองแห่ง ถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ จิตวิญญาณของเขาจะถูกนำไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าในสวรรค์

ฟีลิปปี 1:21-23 “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีชีวิตอยู่ในร่างกาย ข้าพเจ้าก็จะทำงานให้เกิดผล แต่ข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าจะเลือกฝ่ายไหนดี ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก”

2 โครินธ์ 5:8 “เรามีความมั่นใจ และเราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้”

ต่อมา เขาจะกลับมาเข้ารวมในร่างกายของเขาในเวลาฟื้นจากความตาย

1 เธสะโลนิกา 4:13-18 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว โดยพระเยซูนั้น พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น มากับพระองค์ ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เราผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่ ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์ เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด”

ถ้าคนไม่ได้เป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ จิตวิญญาณของเขาจะไปอยู่ในสถานที่ทุกข์ทรมานที่เรียกว่านรก

ลูกา 16:23-24 “แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน เศรษฐีจึงร้องว่า 'อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสมา เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้”'

ไม่ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้เชื่อหรือผู้ไม่เชื่อ จะไม่มีการกลับมาในโลกของเราอีกเพื่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แม้เพื่อจะเตือนคนที่ให้หลีกหนีจากการพิพากษาที่จะมาถึง

ลูกา 16:27-31 “เศรษฐีนั้นจึงว่า 'บิดาเจ้าข้าถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสเป็นพยานแก่เขา เพื่อมิให้เขามาถึงที่ทรมานนี้' แต่อับราฮัมตอบเขาว่า 'เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด' เศรษฐีนั้นจึงว่า 'มิได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้าคนหนึ่งจากหมู่คนตายไปหาเขา เขาคงจะกลับใจเสียใหม่' อับราฮัมจึงตอบเขาว่า 'ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่เชื่อ' ”

มีเหตุการณ์เพียงสองครั้งที่บันทึกไว้ ที่ซึ่งผู้ตายมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่มีชีวิตอยู่ ครั้งแรก คือเมื่อกษัตริย์ซาอูลแห่งอิสราเอล ได้พยายามติดต่อกับซามูเอลผู้เผยพระวจนะที่ตายแล้วผ่านทางคนทรงผี พระเจ้าทรงอนุญาตให้ซามูเอลถูกรบกวนใจนานพอที่จะตัดสินพิพากษาซาอูลที่พระองค์ไม่ทรงเชื่อฟังพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีก

1 ซามูเอล 28:6-19 “และเมื่อซาอูลทูลถามพระเจ้า พระเจ้ามิได้ทรงตอบพระองค์ ไม่ว่าด้วยความฝัน หรือด้วยอูริม หรือด้วยผู้เผยพระวจนะ ซาอูลจึงรับสั่งกับมหาดเล็กของพระองค์ว่า ‘จงออกไปหาหญิงที่เป็นคนทรง เพื่อเราจะได้ไปหาและถามเขาดู’ และมหาดเล็กก็กราบทูลว่า ‘ดูเถิด มีหญิงคนทรงคนหนึ่งอยู่ที่บ้านเอนโดร์’ ซาอูลจึงปลอม พระองค์และทรงฉลองพระองค์อย่างอื่นเสด็จออกไป พร้อมกับชายสองคน ไปหาหญิงคนทรงในเวลากลางคืน พระองค์ตรัสว่า ‘ขอทำนายให้ฉันโดยวิญญาณของคนตาย ฉันจะออกชื่อผู้ใดก็ให้เรียกผู้นั้นขึ้นมา’ หญิงคนนั้นจึงทูลตอบพระองค์ว่า “ท่านคงทราบแน่แล้วว่าซาอูลทรงกระทำอะไร ที่ได้กำจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน ทำไมท่านจึงมาวางกับดักชีวิตของข้าพเจ้าเล่า’ แต่ซาอูลทรงปฏิญาณกับหญิงนั้นในพระนามของพระเจ้าว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด เจ้าจะไม่ถูกโทษเพราะเรื่องนี้แน่ฉันนั้น’ หญิงนั้นจึงทูลถามว่า ‘ท่านจะให้ข้าพเจ้าเรียกใครขึ้นมา” ซาอูลตรัสว่า “ เรียกซามูเอลขึ้นมาให้ฉัน’ และเมื่อหญิงคนนั้นเห็นซามูเอล จึงร้องเสียงดังและหญิงนั้นกราบทูลซาอูลว่า ‘ไฉนพระองค์จึงทรงล่อลวงหม่อมฉัน พระองค์คือซาอูล’ พระราชาตรัสแก่นางว่า ‘อย่ากลัวเลย เจ้าได้เห็นอะไร’ และหญิงนั้นกราบทูลซาอูลว่า ‘หม่อมฉันเห็นเทพยเจ้าองค์หนึ่งเสด็จขึ้นมาจากแผ่นดิน’ พระองค์ถามนางว่า “รูปร่างของเขาเป็นอย่างไร’ และนางตอบว่า ‘เป็นผู้ชายแก่ขึ้นมามีเสื้อคลุมกายอยู่’ ซาอูลก็ทรงทราบว่าเป็นซามูเอล พระองค์ทรงโน้มพระกายลงถึงดินกราบไหว้ แล้วซามูเอลพูดกับซาอูลว่า “ท่านรบกวนเราด้วยเรียกเราขึ้นมาทำไม” ซาอูลทรงตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนัก เพราะคนฟีลิสเตียกำลังมาทำสงครามกับข้าพเจ้า และพระเจ้าทรงหันจากข้าพเจ้าเสียแล้ว มิได้ทรงตอบข้าพเจ้าอีกเลย ไม่ว่าโดยผู้เผยพระวจนะหรือโดยความฝันเพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอเรียกท่านขึ้นมาเพื่อท่านจะได้แจ้งว่า ข้าพเจ้าจะกระทำประการใดดี’ และซามูเอลตอบว่า ‘ในเมื่อพระเจ้าทรงหันจากท่านเสียแล้ว และเป็นศัตรูของท่าน ท่านจะมาถามข้าพเจ้าทำไมเล่า พระเจ้าได้ทรงกระทำแก่ท่านอย่างที่พระองค์ ตรัสบอกทางข้าพเจ้าแล้วนั้น เพราะพระเจ้าทรงฉีกราชอาณาจักรนั้นออกเสียจากมือ ของท่านและทรงมอบให้แก่คนอื่น คือดาวิด เพราะท่านมิได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า มิได้กระทำตามพระพิโรธของพระองค์ที่ทรงมีต่ออามาเลข ฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงกระทำสิ่งนี้แก่ท่านในวันนี้ ยิ่งกว่านั้นอีกพระเจ้าจะทรงมอบอิสราเอล พร้อมกับตัวท่านไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย พรุ่งนี้ตัวท่านพร้อมกับบุตรชายทั้งหลายของท่านจะอยู่กับเรา และพระเจ้าจะทรงมอบกองทัพอิสราเอลไว้ในมือของคน ฟีลิสเตียด้วย”

เหตุการณ์ที่สองคือเมื่อโมเสสและเอลียาห์สนทนากับพระเยซูเมื่อตอนที่พระกายพระองค์ได้เปลี่ยนไป

มัทธิว 17:1-8 “ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องของยากอบขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์ของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ ฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง โมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์ ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดี ถ้าพระองค์ต้องพระประสงค์ ข้าพระองค์จะทำเพิงสามหลังที่นี่ สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ ก็บังเกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้ แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจ ท่านผู้นี้มาก จงเชื่อฟังท่านเถิด” ฝ่ายพวกสาวกเมื่อได้ยินก็ซบหน้ากราบลงกลัวยิ่งนัก พระเยซูจึงเสด็จมาถูกต้องเขา แล้วตรัสว่า ‘จงลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวเลย’ เมื่อเขาเงยหน้าดูก็ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่พระเยซูองค์เดียว”

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่ "น่ากลัว" เกี่ยวกับการปรากฏตัวของโมเสสและเอลียาห์

2. พระคัมภีร์พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่องทูตสวรรค์กำลังเคลื่อนไหวโดยที่เรามองไม่เห็น

ดาเนียล 10:1-21 “ในปีที่สามแห่งรัชกาลไซรัสพระราชาประเทศเปอร์เซีย พระเจ้าทรงสำแดงสิ่งหนึ่งแก่ดาเนียลผู้ได้ชื่อว่า เบลเทชัสซาร์ และสิ่งนั้นก็จริง เป็นสงครามใหญ่โต ท่านเข้าใจสิ่งนั้น และมีความเข้าใจในนิมิตนั้น ในคราวนั้น ข้าพเจ้าดาเนียลเป็นทุกข์อยู่สามสัปดาห์ ข้าพเจ้าไม่ได้รับประทานอาหารอร่อย เนื้อ หรือเหล้าองุ่นก็มิได้เข้าปากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ชโลมน้ำมันตัวเลยตลอดสามสัปดาห์ เมื่อวันที่ยี่สิบสี่เดือนต้น ข้าพเจ้ายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำไทกริส ข้าพเจ้าแหงนขึ้นมอง ดูเถิด มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าป่านมีทองเมืองอุฟาสคาดเอวไว้ ร่างกายของท่านดั่งเพทาย และหน้าของท่านก็เหมือนฟ้าแลบ ดวงตาของท่านก็เหมือนกับคบเปลวเพลิง แขนและเท้าเป็นเงางามเหมือนกับทองสัมฤทธิ์ขัด และเสียงถ้อยคำของท่านเหมือนเสียงมวลชน และข้าพเจ้าดาเนียลเห็นนิมิตนั้นแต่ผู้เดียว คนที่อยู่กับข้าพเจ้ามิได้เห็นนิมิตนั้น แต่เขาตัวสั่นมากจึงวิ่งไปซ่อนเสีย แล้วข้าพเจ้าอยู่แต่ลำพัง และข้าพเจ้าได้เห็นนิมิตใหญ่ยิ่งนี้ ข้าพเจ้าก็สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง หน้าตาสุกใสของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนเป็นหน้าซีด ข้าพเจ้าหมดแรง แล้วข้าพเจ้าจึงได้ยินเสียงถ้อยคำของท่าน และเมื่อข้าพเจ้าได้ยินเสียงถ้อยคำนั้น ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงสลบอยู่ หน้าของข้าพเจ้าฟุบกับดิน และดูเถิด มีมือมาแตะต้องข้าพเจ้า พยุงให้ข้าพเจ้ายันตัวที่สั่นด้วยมือและเข่า ท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “โอ ดาเนียล บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง จงพิเคราะห์ถ้อยคำที่เราพูดกับท่าน และยืนตรง เพราะบัดนี้ข้าพเจ้าได้รับใช้ ให้มาหาท่าน” ขณะที่ท่านกล่าวคำนี้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยืนสั่นสะท้านอยู่ แล้วท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า ‘ดาเนียลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้ตั้ง ใจจะเข้าใจ และถ่อมลงต่อพระเจ้าของท่านนั้น พระเจ้าทรงฟังถ้อยคำของท่าน และข้าพเจ้ามาด้วยเรื่องถ้อยคำของท่าน เจ้าผู้พิทักษ์ราชอาณาจักรเปอร์เซีย ได้ขัดขวางข้าพเจ้าไว้ถึงยี่สิบเอ็ดวัน แต่มีคาเอล เจ้าผู้พิทักษ์ชั้นหัวหน้าผู้หนึ่งมาช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงละท่านไว้ที่นั่นให้อยู่กับเจ้าผู้ พิทักษ์ราชอาณาจักรเปอร์เซีย ข้าพเจ้ามากระทำให้ท่านเข้าใจถึงสิ่งซึ่งจะตกกับชนชาติของท่านในกาลภายหน้า เพราะยังมีนิมิตเกี่ยวกับวาระนั้น’ เมื่อท่านได้พูดตามถ้อยคำเหล่านี้กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ก้มหน้าสู่พื้นดินแล้วก็เป็นใบ้ไป และดูเถิด มีท่านผู้หนึ่งสัณฐานคล้ายพวกบุตรแห่งมนุษย์มาแตะริมฝีปากของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็อ้าปากขึ้นพูด ข้าพเจ้ากล่าวกับท่านที่ยืนอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าว่า ‘นายเจ้าข้า ด้วยเหตุนิมิตนั้นความเจ็บปวดจึงเกิดกับข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็หมดแรง ผู้รับใช้ของเจ้านายของข้าพเจ้าจะพูด กับเจ้านายของข้าพเจ้าได้อย่างไร เพราะบัดนี้ไม่มีกำลังเหลืออยู่ในข้าพเจ้าเลย ลมหายใจพรากไปจากข้าพเจ้าแล้ว’ ท่านผู้มีรูปร่างอย่างมนุษย์นั้นได้แตะต้องข้าพเจ้า อีกครั้งหนึ่ง และให้กำลังข้าพเจ้า ท่านกล่าวว่า “โอ บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย สวัสดิภาพจงมีแก่ท่าน จงเข้มแข็ง เออ จงเข้มแข็งเถิด” เมื่อท่านพูดกับข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ามีกำลังขึ้นและกล่าวว่า ‘ขอเจ้านายของข้าพเจ้าจงพูดไปเถิด เพราะท่านได้ให้กำลังข้าพเจ้าแล้ว’ แล้วท่านจึงกล่าวว่า ‘ท่านทราบหรือไม่ว่าข้าพเจ้ามาหาท่านทำไม แต่บัดนี้ข้าพเจ้าจะกลับไปต่อสู้กับเจ้าผู้พิทักษ์แห่งเปอร์เซีย และเมื่อข้าพเจ้าเสร็จธุระกับเขาแล้ว นี่แน่ะเจ้าผู้พิทักษ์แห่งกรีกจะมา แต่ข้าพเจ้าจะบอกท่านตามสิ่งซึ่งบันทึกไว้ในหนังสือแห่งสัจจะ ไม่มีผู้ใดร่วมแรงกับข้าพเจ้าต่อสู้เจ้าเหล่านี้เลย นอกจากมีคาเอลเจ้าผู้พิทักษ์ของท่าน”

บางครั้งทูตสวรรค์เหล่านี้สนทนากับผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ วิญญาณชั่ว หรือมารซาตาน สามารถเข้าสิงในคนได้ สิงอยู่ภายในพวกเขาและบังคับควบคุมพวกเขาไว้

มาระโก 5:1-20 “ฝ่ายพระองค์กับเหล่าสาวก ก็ข้ามทะเลไปยังแดนเมืองชาวเก-ราซา พอพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ มีคนหนึ่งออกจากอุโมงค์ฝังศพ มีผีโสโครกสิงได้มาพบพระองค์ คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และไม่มีผู้ใดจะผูกมัดตัวเขาอีกได้ แม้จะล่ามด้วยโซ่ตรวนก็ไม่อยู่ เพราะว่าได้ล่ามโซ่ใส่ตรวนหลายหนแล้ว เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย ไม่มีผู้ใดมีแรงพอที่จะทำให้เขาสงบได้ เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และที่ภูเขาทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว ครั้นเขาเห็นพระเยซูแต่ไกลก็วิ่งเข้ามากราบไหว้พระองค์ แล้วร้องเสียงดังว่า ‘ข้าแต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระองค์มายุ่งกับข้าพระองค์ทำไม ข้าพระองค์ขอให้พระองค์สาบานในพระนามของพระเจ้าว่า จะไม่ทรมานข้าพระองค์’ ที่พูดเช่นนี้ เพราะพระองค์ได้ตรัสแก่มันว่า ‘อ้ายผีโสโครก จงออกมาจากคนนั้นเถิด’ แล้วพระองค์ตรัสถามชายนั้นว่า ‘เอ็งชื่ออะไร” มันตอบว่า “ชื่อกอง เพราะว่าพวกข้าพระองค์หลายตนด้วยกัน’ . มันจึงอ้อนวอนพระองค์เป็นอันมาก มิให้ขับไล่มันออกจากแดนเมืองนั้น มีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ไหล่เขาตำบลนั้น ผีเหล่านั้นก็อ้อนวอนพระองค์ว่า ‘ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เข้าในสุกรเหล่านี้เถิด’ พระองค์ก็ทรงอนุญาต แล้วผีโสโครกนั้นจึงออกไปเข้าสิงอยู่ในสุกร สุกรทั้งฝูงประมาณสองพันตัวก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรนั้น ต่างคนต่างหนีไปเล่าเรื่องทั้งในนครและบ้านนอก แล้วคนทั้งปวงก็ออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อเขามาถึงพระเยซูก็เห็นคนที่ผีทั้งกองได้สิงนั้น นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี เขาจึงเกรงกลัวนัก แล้วคนที่ได้เห็น ก็เล่าเหตุการณ์ซึ่งบังเกิดแก่คนที่ผีสิงนั้น และซึ่งบังเกิดแก่ฝูงสุกรให้เขาฟัง คนทั้งหลายจึงพากันอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปเสียจากเขตแดนเมืองของเขา เมื่อพระองค์กำลังเสด็จลงเรือ คนที่ผีได้สิงแต่ก่อนนั้นได้อ้อนวอนขอติดตาม พระองค์ไป พระองค์ไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว’ ฝ่ายคนนั้นก็ทูลลา แล้วเริ่มประกาศในแคว้นทศบุรี ถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำเพื่อตัว และคนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก”

พระกิตติคุณทั้งสี่เล่มและพระธรรมกิจการบันทึกตัวอย่างมากมาย เรื่องมารซาตานเข้าสิง และเรื่องทูตสวรรค์ที่ดีมาปรากฏตัวและช่วยเหลือผู้เชื่อทั้งหลาย ทูตสวรรค์ทั้งดีและไม่ดี อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ขึ้นได้ (โยบ 1–2)

วิวรณ์ 7:1 “ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์สี่องค์ยืนอยู่ที่มุมทั้งสี่ของแผ่นดินโลก ห้ามลมในแผ่นดินโลกทั้งสี่ทิศไว้ เพื่อไม่ให้ลมพัดบนบก ในทะเลหรือที่ต้นไม้ใดๆ”

วิวรณ์ 8:5 “แล้วทูตสวรรค์องค์นั้นก็นำกระถางไปบรรจุไฟจากแท่นจนเต็ม และโยนกระถางนั้นลงบนแผ่นดินโลก ทำให้มีเสียงฟ้าร้อง เสียงต่างๆ ฟ้าแลบและแผ่นดินไหว”

วิวรณ์ 15:1;16 “ข้าพเจ้าเห็นหมายสำคัญในสวรรค์อีกประการหนึ่ง ใหญ่ยิ่งและน่าประหลาด คือมีทูตสวรรค์เจ็ดองค์ถือภัยพิบัติเจ็ดอย่าง อันเป็นภัยพิบัติครั้งสุดท้าย เพราะว่าพระพิโรธของพระเจ้าสิ้นสุดลงด้วยภัยพิบัติเหล่านั้น...

แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากพระวิหาร สั่งทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์นั้นว่า ‘จงไปเถิด เอาขันทั้งเจ็ดใบ ที่เต็มไปด้วยพระพิโรธของพระเจ้าเทลงบนแผ่นดินโลก’ ทูตสวรรค์องค์แรกจึงออกไป และเทขันของตนลงบนแผ่นดินโลก และคนทั้งหลายที่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้าย และบูชารูปของมันก็เกิดเป็นแผลร้ายที่เป็นหนองทั่วตัว ทูตสวรรค์องค์ที่สองก็เทขันของตนลงในทะเล และทะเลก็กลายเป็นเลือดเหมือนเลือดของคนตาย และบรรดาสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในทะเลนั้นก็ตายหมดสิ้น ทูตสวรรค์องค์ที่สามเทขันของตนลงที่แม่น้ำและบ่อน้ำพุทั้งปวง และน้ำเหล่านั้นก็กลายเป็นเลือด และข้าพเจ้าได้ยินทูตสวรรค์แห่งน้ำร้องว่า “พระองค์ผู้บริสุทธิ์เจ้าข้า ผู้ดำรงอยู่บัดนี้ และผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน พระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรมในการทรงพิพากษาเหตุ การณ์เหล่านั้น เพราะเขาทั้งหลายได้กระทำให้โลหิตของพวกธรรมิกชนและของผู้เผยพระวจนะไหลออก และพระองค์ได้ประทานโลหิตให้เขาดื่ม สมควรแก่กรรมของเขาแล้ว’ และข้าพเจ้าได้ยินแท่นบูชาร้องว่า “จริงอย่างนั้น พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด การพิพากษาของพระองค์เที่ยงตรงและยุติธรรมแล้ว’ ทูตสวรรค์องค์ที่สี่เทขันของตนลงที่ดวงอาทิตย์ และให้ดวงอาทิตย์คลอกมนุษย์ด้วยไฟ ความร้อนแรงกล้าได้คลอกคนทั้งหลาย และพวกเขาสาปแช่งพระนามพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ เหนือภัยพิบัติเหล่านั้น และพวกเขาไม่ได้กลับใจและไม่ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ ทูตสวรรค์องค์ที่ห้าเทขันของตนลงบนที่นั่งของสัตว์ร้ายนั้น และอาณาจักรของมันก็มืดไป คนเหล่านั้นได้กัดลิ้นของตนด้วยความระทม และสาปแช่งพระเจ้าแห่งสวรรค์เพราะความเจ็บปวด และเพราะแผลตามตัวของเขา แต่เขาไม่ได้สำนึกในการประพฤติผิดของตน ทูตสวรรค์องค์ที่หกเทขันของตนลงที่แม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรตีสทำให้น้ำในแม่น้ำนั้นแห้ง เพื่อเตรียมมรรคาไว้สำหรับบรรดากษัตริย์ที่มาจากทิศตะวันออก และข้าพเจ้าเห็นผีโสโครกสามตนรูปร่างคล้ายกบ ออกมาจากปากพญานาค ออกจากปากสัตว์ร้ายนั้น และออกจากปากคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะ ด้วยว่าผีเหล่านั้นเป็นผีร้ายกระทำหมายสำคัญ มันออกไปหากษัตริย์ทั้งปวงทั่วพิภพ เพื่อให้บรรดากษัตริย์เหล่านั้นร่วมกันทำสงคราม ในวันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด (นี่แน่ะ เราจะแอบย่องมาเหมือนขโมย ผู้ที่ตื่นอยู่และรักษาเสื้อผ้าของตนไว้อย่างดี จะเป็นสุข เพราะว่าเขาไม่ต้องเดินเปลือยกายให้คนทั้งหลายเห็น) และมันทั้งสามได้ชุมนุมพวกกษัตริย์ที่ตำบลหนึ่ง ซึ่งภาษาฮีบรูเรียกว่าอารมาเกดโดน ทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดได้เทขันของตนลงในอากาศ และมีพระสุรเสียงดังออกมาจากพระที่นั่งในพระวิหารนั้นว่า “สำเร็จแล้ว” และเกิดมีฟ้าแลบ มีเสียงต่างๆ มีฟ้าร้อง และเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งตั้งแต่มีมนุษย์เกิดมาบนแผ่นดินโลก ไม่เคยมีแผ่นดินไหวร้ายแรงเช่นนี้เลย มหานครนั้นก็แยกออกเป็นสามส่วน และบ้านเมืองของนานาประชาชาติก็ล่มจม พระเจ้ามิได้ทรงลืมมหานครบาบิโลน พระองค์ทรงให้นครนั้นดื่มถ้วยแห่งพระพิโรธอันใหญ่หลวงของพระองค์ และบรรดาเกาะต่างๆ ก็หนีหายไปและภูเขาทั้งหลายก็ไม่มีผู้ใดพบ และมีลูกเห็บใหญ่ ตกลงมาจากฟ้าถูกคนทั้งปวง แต่ละก้อนหนักประมาณห้าสิบกิโลกรัม คนทั้งหลายจึงสาปแช่งพระเจ้า เพราะภัยพิบัติที่เกิดจากลูกเห็บนั้น เพราะว่าภัยพิบัติจากลูกเห็บนั้นร้ายแรงยิ่งนัก”

3 พระคัมภีร์บอกว่ามารร้ายรู้จักสิ่งต่างๆซึ่งประชาชนนึกไม่ถึง

กิจการ 16:16-18 “เมื่อเรากำลังออกไปยังที่สำหรับอธิษฐาน มีทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีหมอดูเข้า ได้มาพบกับเรา เขาทำการทายให้นายของเขาได้เงินเป็นอันมาก หญิงนั้นตามเปาโลกับพวกเราไป ร้องว่า “คนเหล่านี้เป็นทาสของพระเจ้าสูงสุด มากล่าวประกาศทางรอดแก่ท่านทั้งหลาย’ เขาทำอย่างนั้นหลายวัน ฝ่ายเปาโลก็งุ่นง่านใจ หันหน้าสั่งผีนั้นว่า ‘ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา’ ผีนั้นก็ออกมาในเวลานั้น”

ลูกา 4:41 “ผีก็ออกมาจากคนหลายคนด้วย ร้องว่า “ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” ฝ่ายพระองค์ก็ทรงขนาบมัน และไม่ให้มันพูด เพราะว่ามันรู้แล้วว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์”

เพราะทูตสวรรค์ที่ชั่วร้ายเหล่านี้ได้วนเวียนรอบๆ เป็นเวลานาน โดยปกติพวกเขาจะรู้จักสิ่งต่างๆ ที่ชั่วอายุจำกัดของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะไม่รู้ เพราะซาตานในขณะนี้ได้เข้าเฝ้าต่อพระพักตร์ของพระเจ้า (โยบ 1-2) พวกมารร้ายอาจจะได้รับอนุญาตให้รู้เรื่องพิเศษบางอย่างเกี่ยวกับอนาคต แต่นี่คือการคาดคะเนเอา

4. พระคัมภีร์กล่าวว่าซาตานเป็นพ่อแห่งการมุสาและเป็นผู้มุสา

ยอห์น 8:44 “ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของ พ่อท่าน มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของ การมุสา”

2 เธสะโลนิกา 2:9 “คนนอกกฎหมายนั้นจะมาโดยการดลบันดาลของซาตาน พร้อมกับการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และหมายสำคัญ และการอัศจรรย์แห่งความเท็จ”

ซาตานปลอมตัวมันเองเป็น "ทูตแห่งความสว่าง" บรรดาผู้ที่ติดตามมัน มนุษย์หรือสิ่งอื่นใด ก็ทำการหลอกลวงแบบเดียวกัน

2โครินธ์ 11:13-15 “เพราะคนอย่างนั้นเป็นอัครทูตเทียม เป็นคนงานที่หลอกลวงปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์ การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้ เหตุฉะนั้น จึงไม่เป็นการแปลกอะไร ที่คนรับใช้ของซาตาน จะปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของความชอบธรรม ท้ายที่สุดของเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา”

5. ซาตานและมารทั้งหลาย มีพลังอันยิ่งใหญ่ (เมื่อเทียบกับมนุษย์) แม้แต่อัครเทวทูตมิคาเอลก็ไว้วางใจในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเท่านั้น เมื่อจัดการกับซาตาน

ยูดาส 1:9 “ฝ่ายอัครเทวทูตาธิบดีมีคาเอล ครั้งเมื่อท่านโต้เถียงกับมารเรื่องศพของโมเสส ท่านเองก็ยังไม่บังอาจกล่าวก้าวร้าวต่อมารเลย เป็นแต่เพียงกล่าวว่า ‘ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขนาบเจ้าเถิด’”

แต่อำนาจของซาตานไม่มีอะไรเทียบได้กับของพระเจ้า

กิจการ19:11-12 “lพระเจ้าได้ทรงกระทำอิทธิฤทธิ์อันพิสดารด้วยมือของเปาโล จนเขานำเอาผ้าเช็ดหน้ากับผ้ากันเปื้อนจากตัวเปาโลไปวางที่ตัวคนป่วยไข้ โรคนั้นก็หายและผีร้ายก็ออกจากคน”

มาระโก 5:1-20 “ฝ่ายพระองค์กับเหล่าสาวก ก็ข้ามทะเลไปยังแดนเมืองชาวเก-ราซา พอพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ มีคนหนึ่งออกจากอุโมงค์ฝังศพ มีผีโสโครกสิงได้มาพบพระองค์ คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และไม่มีผู้ใดจะผูกมัดตัวเขาอีกได้ แม้จะล่ามด้วยโซ่ตรวนก็ไม่อยู่ เพราะว่าได้ล่ามโซ่ใส่ตรวนหลายหนแล้ว เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย ไม่มีผู้ใดมีแรงพอที่จะทำให้เขาสงบได้ เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และที่ภูเขาทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว ครั้นเขาเห็นพระเยซูแต่ไกลก็วิ่งเข้ามากราบไหว้พระองค์ แล้วร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระองค์มายุ่งกับข้าพระองค์ทำไม ข้าพระองค์ขอให้พระองค์สาบานในพระนามของ พระเจ้าว่า จะไม่ทรมานข้าพระองค์’ ที่พูดเช่นนี้ เพราะพระองค์ได้ตรัสแก่มันว่า ‘อ้ายผีโสโครก จงออกมาจากคนนั้นเถิด’ แล้วพระองค์ตรัสถามชายนั้นว่า ‘เอ็งชื่ออะไร’ มันตอบว่า ‘ชื่อกอง เพราะว่าพวกข้าพระองค์หลายตนด้วยกัน’ มันจึงอ้อนวอนพระองค์เป็นอันมาก มิให้ขับไล่มันออกจากแดนเมืองนั้น มีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ไหล่เขาตำบลนั้น ผีเหล่านั้นก็อ้อนวอนพระองค์ว่า ‘ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าในสุกรเหล่านี้เถิด’ พระองค์ก็ทรงอนุญาต แล้วผีโสโครกนั้นจึงออกไปเข้าสิงอยู่ในสุกร สุกรทั้งฝูงประมาณสองพันตัวก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรนั้น ต่างคนต่างหนีไปเล่าเรื่องทั้งในนครและบ้านนอก แล้วคนทั้งปวงก็ออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อเขามาถึงพระเยซูก็เห็นคนที่ผีทั้งกองได้สิงนั้น นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี เขาจึงเกรงกลัวนัก แล้วคนที่ได้เห็น ก็เล่าเหตุการณ์ซึ่งบังเกิดแก่คนที่ผีสิงนั้น และซึ่งบังเกิดแก่ฝูงสุกรให้เขาฟัง คนทั้งหลายจึงพากันอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปเสียจากเขตแดนเมืองของเขา เมื่อพระองค์กำลังเสด็จลงเรือ คนที่ผีได้สิงแต่ก่อนนั้นได้อ้อนวอน ขอติดตามพระองค์ไป พระองค์ไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว’ ฝ่ายคนนั้นก็ทูลลา แล้วเริ่มประกาศในแคว้นทศบุรี ถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำเพื่อตัว และคนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก”

พระเจ้าทรงสามารถใช้เจตนาร้ายของซาตานเพื่อเป้าหมายที่ดีของพระองค์

1โครินธ์ 5:5 “พวกท่านจงมอบคนนั้นไว้ให้ซาตานทำลายเนื้อหนังเสีย เพื่อให้จิตวิญญาณของเขารอด ในวันของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า”

2 โครินธ์ 12:7 “และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น ก็ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป”

6. พระเจ้าทรงบัญชาไม่ให้เราเกี่ยวข้องกับไสยสาสตร์ การบูชามารซาตาน หรือโลกแห่งวิญญาณชั่วข้อนี้จะรวมถึงการใช้การทรงผี การเข้าทรง กระดานอักษรและสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเข้าทรงเรียกผี การทำนายดวงชะตา การเล่นไพ่ทาโรต์, การเรียกวิญญาณให้มาหาตามเสียง ฯลฯ พระเจ้าทรงพิจารณาว่าการนับถือปฏิบัติสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน

พระราชบัญญัติ 18:9-12 “เมื่อท่านทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ท่านอย่าเรียนรู้ที่จะกระทำสิ่ง พึงรังเกียจตามประชาชาติเหล่านั้น อย่าให้มีคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านซึ่งให้บุตรชาย หรือบุตรหญิงของเขาลุยไฟ อย่าให้ผู้ใดเป็นคนทำนาย เป็นหมอดู เป็นหมอจับยามดูเหตุการณ์ หรือเป็นนักวิทยาคม เป็นหมอผี เป็นคนทรง เป็นพ่อมด แม่มด หรือเป็นหมอพราย ผู้ใดที่กระทำอย่างนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจแด่พระเจ้า เพราะกระทำสิ่งพึงรังเกียจเหล่านี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย จึงทรงขับไล่เขาเสียจากท่าน”

อิสยาห์ 8:19-20 “และเมื่อเขาทั้งหลายกล่าวแก่พวกท่านว่า “จงปรึกษากับคนทรงและพ่อมดแม่มด ผู้ร้องเสียง จ้อกแจ้กและเสียงพึมพำ” ไม่ควรที่ประชาชนจะปรึกษากับพระเจ้าของเขาหรือ ควรเขาจะไปปรึกษาคนตายเพื่อคนเป็นหรือ ไปค้นพระโอวาทและถ้อยคำพยาน ดูเถิด แน่นอนทีเดียวคนที่ไปพูดเช่นนี้ ก็เป็นคนที่ไม่มีรุ่งอรุณเสียเลย”

กาลาเทีย 5:20 “การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน”

วิวรณ์ 21:8 “แต่คนขลาด คนไม่เชื่อ คนที่น่าเกลียดน่าชัง คนที่ฆ่ามนุษย์ คนล่วงประเวณี คนใช้เวทมนตร์ คนไหว้รูปเคารพ และคนทั้งปวงที่พูดมุสานั้น มรดกของเขาอยู่ที่ในบึงไฟและกำมะถันที่กำลังไหม้อยู่นั้น นั่นคือความตายครั้งที่สอง”

บรรดาผู้ที่พาตัวเองไปพัวพันกับสิ่งดังกล่าวเท่ากับเชื้อเชิญภัยพิบัติมาสู่ตัวเอง

กิจการ 19:13-16 “แต่พวกยิวบางคน ที่เที่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูเจ้า ขับผีร้ายว่า ‘เราสั่งเจ้าโดยพระเยซูซึ่งเปาโลได้ประกาศนั้น’ พวกยิวคนหนึ่งชื่อเสวาเป็นปุโรหิตใหญ่ มีบุตรชายเจ็ดคนซึ่งทำอย่างนั้น ฝ่ายผีร้ายจึงพูดกับเขาว่า “พระเยซู ข้าก็คุ้นเคย และเปาโล ข้าก็รู้จัก แต่พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า’ คนที่มีผีสิงนั้นจึงกระโดดใส่คนเหล่านั้นและต่อสู้จนชนะเขาได้ เขาต้องหนีออกไปจากเรือนตัวเปล่าและมีบาดเจ็บ”

7. ผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัสเป็นตัวอย่างในการจัดการกับสิ่งของไสยศาสตร์ (หนังสือ, ดนตรี, เครื่องเพชรพลอย การเล่นเกมส์ อื่น ๆ ) พวกเขาสารภาพว่าได้มีส่วนร่วมกับสิ่งของไสยสาสตร์ที่เป็นบาป และได้เผาสิ่งของเหล่านั้นอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน

กิจการ 19:17-19 “เรื่องนั้นได้ลือกันไปถึงหูคนทั้งปวงที่อยู่ในเมืองเอเฟซัส ทั้งพวกยิวกับพวกกรีก และคนทั้งปวงก็พากันมีความเกรงกลัว และพระนามของพระเยซูเจ้าก็เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ มีหลายคนที่เชื่อแล้วได้มาสารภาพและเปิดเผยว่า เขาได้ใช้เวทมนตร์ และหลายคนที่ใช้เวทมนตร์คาถา ได้เอาตำราของตนมาเผาไฟเสียต่อหน้าคนทั้งปวงตำรา เหล่านั้น คิดเป็นราคาเงินถึงห้าหมื่นเหรียญ”

8. การหลุดพ้นจากอำนาจของซาตานจะสำเร็จได้โดยทางความรอดจากพระเจ้า ความรอดรับได้โดยการเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

กิจการ 26:16-18 “แต่ว่าจงลุกขึ้นยืนเถิด ด้วยว่าเราได้ปรากฏแก่เจ้าเพื่อจะตั้งเจ้าไว้ให้เป็นผู้รับใช้ และเป็นพยานถึงเหตุการณ์ซึ่งเจ้าเห็น และถึงเหตุการณ์ที่เราจะสำแดงตัวเราเองแก่เจ้า ในเวลาภายหน้า เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากชนชาตินี้ และจากคนต่างชาติที่เราจะใช้เจ้าไปหานั้น เพื่อจะให้เจ้าเบิกตาของเขา เพื่อเขาจะกลับจากความมืดมาถึงความสว่าง และจากอำนาจของซาตานมาถึงพระเจ้า เพื่อเขาจะได้รับการยกโทษความบาปผิดของเขา และให้ได้รับที่ซึ่งจะได้ด้วยกันกับคนทั้งหลาย ซึ่งถูกชำระให้เป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อในเรา'”

ความพยายามที่จะคลี่คลายตัวเองจากการเข้าส่วนกับมารร้ายโดยไม่ต้องพึ่งพาความรอดนั้นก็ไร้ประโยชน์ พระเยซูทรงเตือนเรื่องจิตใจที่ไร้การสถิตอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์: หัวใจเช่นนั้นเป็นเพียงสถานที่ว่างเปล่า พร้อมสำหรับมารที่ร้ายกว่านี้ลงไปสิงสถิตอยู่

ลูกา 11:24-26 “เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้ว มันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพัก แต่เมื่อไม่พบมันจึงกล่าวว่า 'ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้าที่ได้ออกมานั้น' และเมื่อมาถึงก็เห็นเรือนนั้นกวาดและตกแต่งไว้แล้ว มันจึงไปรับเอาผีอื่นอีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง แล้วก็เข้าไปอาศัยที่นั่น และในที่สุดคนนั้นก็ตกที่นั่งร้ายกว่าตอนแรก”

แต่เมื่อมีคนมาหาพระคริสต์เพื่อขอรับการอภัยบาป พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาประทับอยู่ด้วยจนกระทั่งถึงวันแห่งการทรงไถ

เอเฟซัส 4:30 “และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้ เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด”

กิจกรรมอาถรรพณ์บางอย่างสามารถนำมาบรรยายการทำงานของคนปลิ้นปล้อน ดูเหมือนจะดีที่สุดที่จะเข้าใจเรื่องราวอื่น ๆ ของวิญญาณและผีที่หลอกหลอนว่าเป็นงานของมารซาตาน บางครั้งมารซาตานเหล่านี้อาจไม่พยายามที่จะปกปิดธรรมชาติของพวกมัน และในเวลาอื่น ๆ พวกมันอาจจะใช้การหลอกลวง ปรากฏราวกับเป็นวิญญาณมนุษย์ที่ออกจากร่าง การหลอกลวงดังกล่าวนำไปสู่การโกหกและความวุ่นวายมากขึ้น

พระเจ้าตรัสว่ามันเป็นเรื่องโง่ที่จะปรึกษากับคนตายเพื่อเห็นแก่คนที่ยังมีชีวิตอยู่

อิสยาห์ 8:19-20 “และเมื่อเขาทั้งหลายกล่าวแก่พวกท่านว่า “จงปรึกษากับคนทรงและพ่อมดแม่มดผู้ร้อง เสียง จ้อกแจ้กและเสียงพึมพำ” ไม่ควรที่ประชาชนจะปรึกษากับพระเจ้าของเขาหรือ ควรเขาจะไปปรึกษาคนตายเพื่อคนเป็นหรือ ไปค้นพระโอวาทและถ้อยคำพยาน ดูเถิด แน่นอนทีเดียวคนที่ไปพูดเช่นนี้ ก็เป็นคนที่ไม่มีรุ่งอรุณเสียเลย”

พระวจนะของพระเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาของเรา ผู้เชื่อทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ไม่ควรมีส่วนร่วมในทางไสยศาสตร์ โลกแห่งวิญญาณมีจริง แต่คริสเตียนไม่จำเป็นต้องกลัวมัน

1 ยอห์น 4:4 “ลูกทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า และได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก”



กลับสู่หน้าภาษาไทย



วิญญาณมารซาตานกำลังทำการร้ายในโลกทุกวันนี้หรือไม่ ?