การละทิ้งศาสนาคืออะไรและฉันจะยอมรับมันได้อย่างไร?




คำถาม: การละทิ้งศาสนาคืออะไรและฉันจะยอมรับมันได้อย่างไร?

คำตอบ:
การละทิ้งศาสนา มาจากคำภาษากรีก apostasies หมายความว่า การขัดขืนต่อระบอบหรือสิทธิอำนาจที่ตั้งขึ้นมา การขัดขืนไม่ยอมทำตาม การละทิ้งหรือการแตกหักความเชื่อ โลกในศตวรรษแรกเริ่ม การละทิ้งศาสนาเป็นศัพท์แทคนิคสำหรับการกบฏต่อการปกครองหรือการเอาใจออกห่าง และเช่นเดียวกันในศตวรรษแรกเริ่ม การละทิ้งศาสนาคุกคามพระกายของพระคริสต์ในปัจจุบัน

พระคัมภีร์เตือนให้ระวังบุคคล เช่นแอเรียส( ค.ศ.250-360) พระชาวคริสต์จากเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ผู้ซึ่งได้รับการฝึกอบรมที่เมืองอันติโอก ในศตวรรษที่ 4 ตอนต้น ประมาณปี ค.ศ. 318 แอเรียสกล่าวหา บิชอป อเล็กซานเดอร์ แห่งอเล็กซานเดรีย ว่าไปยอมรับลัทธิซาเบลเลียส คำสอนเท็จ ซึ่งกล่าวหาว่า พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเพียงแค่บทบาทหรือแบบนิยมต่างๆ ที่สมมุติโดยพระเจ้าในวาระต่างๆ กัน อย่างไรก็ตาม แอเรียสตั้งใจจะตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า เขาได้สอนไปไกลในเรื่องพระลักษณะของพระเจ้า

แอเรียสได้ปฏิเสธตรีเอกานุภาพ และแนะนำให้รู้จักสิ่งที่ปรากฏแค่ผิวเผิน ว่าเป็นความแตกต่างระหว่างพระบิดาและพระบุตร แอเรียสโต้แย้งว่าพระเยซูไม่ทรงสภาพเหมือนกับพระบิดา (แก่นสำคัญเหมือนกัน) แต่ทรงสภาพคล้ายกันมากกว่า (แก่นสำคัญที่คล้ายกัน) อักษรกรีกตัวเดียว— ตัวอักษร(i) –ถูกแยกออกมาเป็นสอง แอเรียสบรรยายสถานะของพระองค์ในลักษณะนี้ “พระบิดาทรงดำรงอยู่ก่อนพระบุตร”

มีช่วงเวลาที่พระบุตรไม่ได้ทรงดำรงอยู่ ดังนั้น พระบุตรทรงถูกสร้างขึ้นโดยพระบิดา ดังนั้น ถึงแม้ว่า พระบุตรทรงสูงสุดในบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวงที่ทรงสร้าง พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นแก่นแท้ของพระเจ้า

แอเรียสฉลาดมากและพยายามอย่างที่สุดที่พาผู้คนมาเข้าข้างเขา แม้แต่ไปไกลถึงขนาดแต่งเพลงเบาๆ ที่สอนหลักความเชื่อของเขา ซึ่งเขาพยายามสอนทุกคนที่จะรับฟังเขา ลักษณะที่มีเสน่ห์และสถานภาพที่น่านับถือของเขาที่เป็นพระสอนศาสนา และเป็นผู้ที่ปฏิเสธตนเองมีส่วนทำให้ดูเข้าท่ามีเหตุผลที่ดี

มันจำเป็นมากที่คริสเตียนทั้งหลายควรเข้าใจสิ่งสำคัญสองประการ โดยการเคารพเรื่องการละทิ้งศาสนา คือ (1) จะยอมรับการละทิ้งศาสนาและครูผู้สอนให้ละทิ้งศาสนาได้อย่างไร และ(2) ทำไมคำสอนที่ให้ละทิ้งศาสนาอันตรายร้ายแรง

รูปแบบต่างๆ ของการละทิ้งศาสนา
เพื่อแยกแยะให้กระจ่างชัดและสู้กับการละทิ้งศสานา มันสำคัญว่าคริสเตียนทั้งหลายควรเข้าใจรูปแบบหลากหลาย และแนวทางต่างๆ ที่บ่งบอกลักษณะหลักคำสอนและครูผู้สอน ตามรูปแบบต่างๆ ของการละทิ้งศาสนา มีรูปแบบหลักสองแบบคือ(1) การหลงไปจากหลักคำสอนแท้จริงที่สำคัญของพระคัมภีร์ ไปสู่คำสอนนอกศาสนาที่ประกาศว่ามันเป็นหลักคำสอนคริสเตียน “แท้จริง” และ (2) การประกาศสละสิทธิ์ความเชื่อแบบคริสเตียน ทั้งสิ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการละทิ้งพระคริสต์อย่างเต็มรูปแบบ

แอเรียสเป็นตัวแทนรูปแบบแรกของการละทิ้งศาสนา—การปฏิเสธไม่รับความจริงของคริสเตียน (เช่นพระคริสต์ทรงสถานะเป็นพระเจ้า) ที่เริ่มเกิดการถอยเลื่อนระดับลงมาสู่การละทิ้งความเชื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สองของการละทิ้งศาสนา มันสำคัญที่ต้องเข้าใจว่ารูปแบบที่สองเกือบจะเริ่มต้นพร้อมกับรูปแบบแรก. ความเชื่อแบบนอกศาสนากลายเป็นคำสอนนอกศาสนาที่แตกออกและเจริญขึ้นจนกระทั่งมันทำให้ความเชื่อของคนเราเสื่อมเสียไปทุกด้าน และแล้วเป้าหมายสุดท้ายของซาตานก็สำเร็จผล ซึ่งถอยห่างจากความเชื่อแบบคริสเตียนโดยสิ้นเชิง

ตัวอย่างกระบวนการศึกษาเร็วๆ นี้เป็นการศึกษาปีค.ศ. 2010 จัดทำโดยคนมีชื่อเสียงโดดเด่นผู้เชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงชื่อ ดาเนียล เด็นเน็ท และลินดา ลาสกอลา ในหัวเรื่องที่ชื่อว่า “ นักเทศน์ผู้ไม่ได้เป็นผู้เชื่อ” ผลงานของเด็นเน็ท และลาสกอลา บันทึกเหตุการณ์ประวัติในอดีต นักเทศน์ที่แตกต่างกัน 5 คน ผู้ซึ่งนำเสนอพร้อมกับคำสอนนอกศาสนาที่เป็นที่ยอมรับเรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ และตอนนี้ได้หลงหายไปจากความเชื่อ และเป็นพวกนอกศาสนาหรือพวกที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงที่เก็บไว้เป็นความลับ หนึ่งในความจริงที่น่ารำคาญใจได้จุดประกายในการศึกษาคือว่า นักเทศน์เหล่านี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเป็นบาทหลวงโบสถ์คริสต์ โดยมีการประชุมนมัสการที่ไม่คำนึงถึงสภาพฝ่ายจิตวิญญาณแท้จริงของผู้นำของพวกเขา

มีคำเตือนสอนถึงอันตรายหลายอย่างของการละทิ้งศาสนาในพระธรรมยูดา ซึ่งใช้เป็นคู่มือเพื่อความเข้าใจลักษณะพิเศษของการละทิ้งศาสนา เหมือนบรรดาบันทึกประวัติในอดีตทั้งหลายในการศึกษาของเด็นเน็ท และลาสกอลา พระคำที่บันทึกในพระธรรมยูดาทุกคำมีความหมายต่อพวกเราทุกวันนี้อย่างที่เป็นในอดีต เมื่อท่านได้จดบันทึกไว้ในศตวรรษแรก ดังนั้นมันจึงสำคัญที่เราควรอ่านอย่างรอบคอบและเข้าใจคำสอนเหล่านั้น

ลักษณะเฉพาะของการละทิ้งศาสนาและผู้ที่ละทิ้งศาสนา
ยูดาเป็นน้องชายต่างบิดาของพระเยซูแลเป็นผู้นำคริสตจักรสมัยแรก ในจดหมายของท่านในพันธสัญญาใหม่ ท่านวางโครงเรื่องว่าเราจะรับรองการละทิ้งศาสนาอย่างไร และรบเร้าอย่างแข็งขันให้คนเหล่านั้นในพระกายของพระคริสต์ที่จะต่อสู้เพื่อความเชื่ออย่างขะมักเขม้น (ข้อ3) คำภาษากรีกที่แปล” ต่อสู้อย่างขะมักเขม้น”เป็นคำกริยาประสม ซึ่งเราได้รับมาจากคำว่า “ ดิ้นรน” มันเป็นรูปแบบไม่จำกัดในปัจจุบันกาล ซึ่งหมายความว่าการดิ้นรนยังดำเนินต่อไปอีก อีกนัยหนึ่ง ยูดากำลังบอกเราว่า ยังคงมีการต่อต้านคำสอนเทียมเท็จ ว่าพวกคริสเตียนควรถือเป็นเรื่องจริงจังที่เรา “ดิ้นรน” ต่อสู้สิ่งที่เราเข้าร่วมด้วย ยิ่งกว่านั้น ยูดากล่าวอย่างชัดเจนว่า คริสเตียนทุกคนถูกเรียกให้เข้ามาต่อสู้ ไม่ใช่เฉพาะพวกผู้นำ ดังนั้นมันจำเป็นมากที่บรรดาผู้เชื่อควรลับฝีมือในการรู้แจ้งเห็นจริง เพื่อว่าพวกเขาสามารถยอมรับและปกป้องการละทิ้งศสานาในท่ามกลางพวกเขาได้

หลังจากชักชวนผู้อ่านให้ต่อสู้เพื่อความเชื่ออย่างขะมักเขม้นแล้ว ยูดาได้จุดประกายเหตุผลดังนี้ “เพราะว่ามีบางคนได้เล็ดลอดเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกเล็งไว้ล่วงหน้ามานานแล้วว่าจะได้รับการพิพากษาลงโทษอย่างนี้ เป็นคนอธรรม ที่ได้บิดเบือนพระคุณของพระเจ้าของเราไปเป็นการกระทำความชั่วช้าลามก และได้ปฏิเสธพระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว และพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (ข้อ 4) ในข้อเดียวนี้ ยูดาวางลักษณะพิเศษไว้สามแบบให้แก่พวกคริสเตียน

เรื่องของการละทิ้งศาสนาและครูสอนนอกศาสนา อย่างแรก ยูดากล่าวว่าการละทิ้งศาสนาอาจจะบอกเป็นนัย(มีเล่ห์เหลี่ยม) ยูดาใช้คำ “ได้คลาน” (ไม่พบในพระธรรมเล่มใดในพระคัมภีร์เลย) เพื่อบรรยายทางที่ผู้ละทิ้งศาสนาจะเข้ามาในคริสตจักร ในคำกรีกพิเศษจากพระคัมภีร์ คำศัพท์บรรยายการใช้เล่ห์เหลี่ยมของนักกฎหมาย ซึ่งในตลอดการโต้เถียงแบบชาญฉลาด เป็นผู้ แทรกซึมความนึกคิดของเจ้าหน้าที่ศาลและทำให้ความคิดของพวกเขาเสื่อมไป ตามตัวอักษรแท้จริงคำนี้หมายความว่า “ เลื่อนไหลไปข้างทาง เข้ามาอย่างลับๆล่อๆ แอบเข้ามาข้างใน ยากที่จะจับได้” อีกนัยหนึ่ง ยูดากล่าวว่า มันหายากที่การละทิ้งศาสนาเริ่มต้นในลักษณะที่สืบพบได้ง่ายและโจ่งแจ้ง แทนที่เป็นเช่นนั้น มันดูเหมือนกับคำเทศนาของแอเรียสมาก ที่ซึ่ง ในลักษณะเมินเฉย เพียงอักษรตัวเดียวเท่านั้นที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคำสอนของเขากับคำสอนเรื่องความเชื่อของคริสเตียนที่แท้จริง

การบรรยายลักษณะของการละทิ้งศาสนาและอันตรายที่สำคัญและซ่อนอยู่นี้ นาย เอ ดับบลิว โทเวอร์ เขียนว่า “ ชำนาญมากคือข้อผิดพลาดในการเลียนแบบความจริง ที่ทั้งสองยังคงถูกทำให้ผิดพลาดกันและกันไปเรื่อย มันต้องใช้สายตาแหลมคมที่จะดูรู้ว่าคนไหนเป็นคาอินพี่ชายและคนไหนเป็นเอเบลน้องชาย” อัครทูตเปาโล ยังพูดถึงพฤติกรรมภายนอกที่น่าพอใจของผู้ละทิ้งศาสนา และคำสอนของพวกเขา เมื่อท่านกล่าว่า “ เพราะคนเหล่านั้นเป็นอัครสาวกเทียมเท็จ คนงานที่หลอกลวง พวกเขาปลอมแปลงตัวเหมือนเป็นอัครสาวกของพระคริสต์ ไม่น่าแปลกใจ เพราะแม้แต่ซาตานยังปลอมแปลงตัวมันเองเป็นทูตแห่งความสว่างได้

2โครินธ์ 11:13-14 “เพราะคนอย่างนั้นเป็นอัครทูตเทียม เป็นคนงานที่หลอกลวงปลอม ตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์ การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้”

อีกนัยหนึ่ง อย่าตามหาพวกผู้เชื่อนอกศาสนาที่ดูภายนอกน่าเกลียดน่ากลัว หรือกล่าวคำสอนนอกศาสนาเริ่มต้นแบบในละคร เวลาที่พวกเขาเทศนาสั่งสอน ยิ่งกว่าการปฏิเสธความจริงว่าสมบูรณ์แบบ ผู้ที่ละทิ้งศาสนาจะบิดเบือนเพื่อให้เหมาะกับวาระประชุมของตนเอง แต่อย่างที่บาทหลวง อาร์ ซี เลนสกี ได้บันทึกไว้ “รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของความชั่วร้ายประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงความจริงในทางที่ผิด”

แบบที่สอง ยูดาบรรยายว่าพวกละทิ้งศาสนานั้น “ไม่นับถือพระเจ้า” และเป็นพวกที่ใช้พระคุณของพระเจ้าเป็นใบอนุญาตให้กระทำการอธรรมต่างๆ เริ่มต้นด้วยพวก “ ไม่นับถือพระเจ้า” ยูดาบรรยายลักษณะพิเศษที่ไม่ประจบสอพลอ 18 อย่าง เพื่อผู้อ่านของท่านสามารถชันสูตรแยกแยะได้

ยูดาส 4-19 “เพราะว่ามีบางคนได้แอบแฝงเข้ามา ซึ่งพระคัมภีร์ได้บ่งไว้นานแล้วว่า เขาจะถูกพิพากษาลงโทษอย่างนี้ เขาเหล่านั้นเป็นคนอธรรม ที่ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเราเป็นเหตุให้กระทำความชั่วช้าลามกและเขาปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่องค์เดียว ถึงแม้ว่าท่านรู้ข้อความเหล่านี้ตลอดแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าก็ปรารถนาให้ท่านทั้งหลายระลึกถึงว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ชนชาติหนึ่ง รอดจากแผ่นดินอียิปต์แล้ว ภายหลังพระองค์ก็ได้ทรงทำลายคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อพระองค์เสีย และเหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่พอใจอธิปไตยที่ทรงประทานให้ แต่ได้ละทิ้งถิ่นฐานอันเหมาะ สมของตนนั้น พระองค์ก็ได้ทรงจองจำไว้ด้วยเครื่องพันธนาการอันไม่รู้จักสลาย ขังไว้ในที่มืด จนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันสำคัญยิ่งนั้น เช่นเดียวกับเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์และเมืองที่อยู่รอบๆนั้น ที่ได้ประพฤติชั่วและมัวเมาในกามวิตถาร ก็ได้ทรงบัญญัติไว้เป็นตัวอย่างของการที่จะต้องได้รับอาชญาในไฟนิรันดร์ แม้กระนั้นเขาเหล่านั้นก็ยังเพ้อฝันกระทำให้ตัวเป็นมลทิน และประมาทอำนาจของผู้ใหญ่ และพูดจาก้าวร้าวศักดิ์สิริเทพ ฝ่ายอัครเทวทูตาธิบดีมีคาเอล ครั้งเมื่อท่านโต้เถียงกับมารเรื่องศพของโมเสส ท่านเองก็ยังไม่บังอาจกล่าวก้าวร้าวต่อมารเลย เป็นแต่เพียงกล่าวว่า ‘ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขนาบเจ้าเถิด’ แต่ว่าคนเหล่านี้พูดก้าวร้าวสิ่งที่เขาเองไม่เข้าใจ และการซึ่งเขารู้สึกตามสัญชาตญาณ เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่ไม่มีความคิด เขาก็ต้องถึงหายนะด้วยการนั้น วิบัติจงมีแก่เขา เพราะเขาได้ประพฤติตามอย่างคาอิน และได้ปล่อยตัวไปตามความผิดพลาดของบาลาอัม เพราะเห็นแก่สินจ้าง ฉะนั้นจึงได้พินาศไปในการกบฏอย่างโคราห์ คนเหล่านี้เป็นหินโสโครกในงานเลี้ยงสัมพันธไมตรีของท่านทั้งหลาย เพราะเขาร่วมเลี้ยงกันอย่างถึงใจโดยไม่กลัวเกรง เขาเป็นผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ตัวเอง เป็นเมฆที่ไม่มีน้ำที่ถูกพัดลอยไปตามลม เป็นต้นไม้ที่ไร้ผลในฤดูที่ออกผล และตายมาสองหนแล้วเพราะถูกถอนออกทั้งราก เป็นคลื่นอันร้ายแรงในมหาสมุทรที่ซัดฟองของความบัดสีของตนเองขึ้นมา เขาเป็นดาวที่พลัดออกไปนอกวงโคจร เป็นผู้ที่ตกอยู่ในความมืดทึบตลอดกาล คนเหล่านี้แหละที่เอโนค ซึ่งเป็นคนชั่วอายุที่เจ็ดนับจากอาดัมได้พยากรณ์ไว้ว่า นี่แน่ะ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาพร้อมกับผู้บริสุทธิ์ของพระองค์เป็นหมื่นๆ เพื่อทรงพิพากษาปรับโทษคนทั้งปวง และทรงกระทำให้ทุรชนทั้งปวง รู้สึกตัวถึงการอธรรมที่เขาได้กระทำด้วยใจชั่ว และรู้สึกตัวถึงการหยาบช้าทั้งหมด ที่ทุรชนคนบาปเหล่านั้นได้กล่าวร้ายต่อพระองค์ คนเหล่านั้นมักเป็นคนบ่น และพร่ำทับถมตนเอง และประพฤติตามตัณหาอันชั่วของตัว คุยอวดเสียงขรม และยกยอผู้อื่นเพื่อหวังประโยชน์ของตน แต่ว่าท่านที่รักทั้งหลาย ท่านจักต้องระลึกถึงคำพยากรณ์ของเหล่าอัครทูตของ พระเยซูคริสตเจ้าของเราที่ได้กล่าวไว คือว่า พวกอัครทูตนั้นได้บอกท่านทั้งหลายว่า ‘ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเย้ยหยันบังเกิดขึ้น ที่จะประพฤติตามตัณหาอันชั่วของตัว’ คนเหล่านี้คือคนที่แยกออกเป็นก๊กๆและประพฤติตัวตามโลกียวิสัย และปราศจากพระวิญญาณ”

ยูดากล่าวว่าพวกละทิ้งศาสนาเป็นพวกไม่นับถือพระเจ้า(ข้อ4 )ทำผิดด้านศีลธรรม (ข้อ4 ) ปฏิเสธพระคริสต์ (ข้อ4 ) บุคคลที่ทำตัวให้เป็นมลทิน(ข้อ8) ก้าวร้าว (ข้อ8) บุคคลผู้ก้าวร้าวทูตสวรรค์(ข้อ8 ) ผู้ที่เพิกเฉยต่อพระเจ้า(ข้อ8) บุคคลผู้ประกาศนิมิตเทียมเท็จ(ข้อ10) ทำลายตนเอง(ข้อ10) คนชอบบ่น(ข้อ16) พวกชอบหาความผิด(ข้อ16) พอใจในตัวเอง(ข้อ16)บุคคลผู้ซึ่งใช้ถอยคำก้าวร้าวและประจบสอพลอผิดพลาด(ข้อ19) พวกชอบเยาะเย้ยพระเจ้า(ข้อ18) บุคคลที่ก่อให้เกิดการแตกแยก(ข้อ19) มีความคิดแบบชาวโลก(ข้อ19)และในที่สุด (ไม่น่าแปลกใจ) ตายต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือไม่ได้รับความรอด (ข้อ19)

แบบที่สาม ยูดากล่าวว่าพวกละทิ้งศาสนา “ปฏิเสธเจ้านายและพระเจ้าองค์เดียวของเรา คือพระเยซูคริสต์” พวกละทิ้งศาสนา ทำเช่นนี้ได้อย่างไร เปาโลบอกเราในจดหมายที่ท่านเขียนถึงทิตัส

ทิตัส 1:15-16 “สำหรับคนบริสุทธิ์นั้นทุกสิ่งก็บริสุทธิ์ แต่สำหรับคนชั่วช้า และคนที่ไร้ความเชื่อนั้นก็ไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เลย แต่จิตใจและจิตสำนึกผิดชอบของเขาก็เสื่อมทรามไป เขาแสดงตัวว่ารู้จักพระเจ้า แต่ว่าในการกระทำของเขา เขาก็ปฏิเสธพระองค์ เขาเป็นคนน่าชัง ไม่เชื่อฟังใคร และไม่เหมาะที่จะกระทำกรรมดีใดๆเลย” .

โดยความประพฤติอธรรมของพวกเขา พวกละทิ้งศาสนาสำแดงตัวเองที่แท้จริงออกมา ไม่เหมือนคนที่ละทิ้งศาสนา ผู้เชื่อแท้เป็นใครบางคนผู้ที่ถูกปลดปล่อยจากบาปสู่ความชอบธรรมในพระคริสต์ พร้อมกับเปาโล พวกเขาสอบถามคนที่ละทิ้งศาสนาผู้ที่ส่งเสริมความประพฤติมักมากในกาม

โรม 6:1-2 “ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้”

แต่คำสอนเท็จของพวกละทิ้งศาสนายังแสดงให้เห็นลักษณะแท้จริงของพวกเขาด้วย

1 เปโตร 2:1. “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงละความชั่วทั้งปวง การอุบายต่างๆความไม่จริงใจ ความริษยา และคำพูดส่อเสียดทั้งหลาย”

อีกด้านหนึ่งของบรรดาผู้เชื่อแท้คือว่า พวกเขาได้ถูกปลดปล่อยจากความมืดฝ่ายวิญญาณเข้าสู่ความสว่าง และดังนั้นจะไม่ปฏิเสธความจริงแก่นแท้ของพระคัมภีร์ ดังเช่นที่แอเรียสได้ทำในเรื่องความเป็นพระเจ้าของพระเยซู

เอเฟซัส 5:8 “เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง”

ในที่สุด หมายสำคัญของคนที่ละทิ้งศาสนาคือว่า ในที่สุดเขาล้มลงและออกไปจากความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ อัครสาวกยอห์นให้นี่เป็นเครื่องหมาแสดงความเป็นผู้เชื่อเท็จ

1 ยอห์น 2:19 “เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ใช่พวกเรา เพราะว่าถ้าเขาเป็นพวกของเรา เขาก็จะอยู่กับเราต่อไป แต่เขาได้ออกไปแล้ว ซึ่งก็เป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่าเขาเหล่านั้นหาใช่พวกของเราไม่”

ความคิดทั้งหลายมีผลต่อเนื่องตามมา
ที่พระเจ้าทรงถือเรื่องการละทิ้งศาสนาและคำสอนเท็จอย่างจริงจัง มาจากหลักฐานที่เป็นความจริงว่า พระธรรมทุกเล่มในพันธสัญญาใหม่ ยกเว้นพระธรรมฟิเลโมน บรรจุคำเตือนสอนให้ระวังคำสอนเท็ ทำไมเป็นเช่นนี้เหรอ ง่าย ๆ เพียงเพราะความคิดทั้งหลายมีผลกระทบตามมา ความคิดถูกต้องและผลของมันจะก่อให้เกิดความดีงาม ที่ซึ่งความคิดผิดและการกระทำที่ประกอบตามมานั้นจะส่งผลให้เกิดโทษที่ไม่น่าพึงปรารถนาเลย มีตัวอย่างหนึ่ง ท้องทุ่งที่เป็นสมรภูมิฆ่าชาวกัมพูชาในปี 1970 เป็นผลผลิตของทัศนคติทางโลกที่เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่มีคุณค่าโดยเฉพาะด้านศาสนาของ ชอน พอล ซาร์เตอร์และคำสอนของท่าน ผู้นำกลุ่มเขมรแดง พล พต ใช้ชึวิตแบบปรัชญาของซาร์เตอร์ ต่อประชาชนในแบบที่น่ากลัวและชัดเจน ซึ่งได้ถูกสื่อสารในลักษณะนี้ “การรักษาคุณไว้ไม่มีประโยชน์ การทำลายคุณก็ไม่ใช่การสูญเสียอะไร”

ควรจำไว้ว่าซาตานไม่ได้เข้ามาหามนุษย์คู่แรกในสวนเอเดน พร้อมกับอาวุธนอกกาย หรือ อาวุธที่มหัศจรรย์ แต่มันมาหาพวกเขาพร้อมกับใส่ความคิด และมันเป็นความคิดนั้นที่สาปแช่งพวกเขาและมนุษยชาติที่เหลือ พร้อมกับการเยียวยาแก้ไขโดยพระบุตรของพระเจ้าทรงสละพระชนม์

เรื่องเศร้าที่ใหญ่หลวงคือ ไม่ว่ามีความรู้หรือไม่มีความรู้ก็ตาม ครูผู้สอนให้ละทิ้งศาสนาชี้ชะตาสาวกที่ไว้วางใจของเขา ข้อพระคัมภีร์หนึ่งที่น่ากลัวที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งหมดมาจากพระโอษฐ์ของพระเยซู ทรงตรัสกับบรรดาสาวกของพระองค์เกี่ยวกับผู้นำทางศาสนาในสมัยของพระองค์

มัทธิว 15:14 “ช่างเขาเถิด เขาเป็นคนนำทางตาบอด ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งสองจะตกลงไปในบ่อ”

ข้อพระคัมภีร์นี้น่าตกใจกลัวเพราะพระเยซูทรงยืนยันว่า ไม่เพียงแต่ครูสอนศาสนาเทียมเท็จที่จะประสบหายนะ แต่รวมทั้งสาวกที่ติดตามพวกเขาด้วย นักปรัชญาคริสเตียนชื่อ โซเรน เคียคิการ์ด กล่าวดังนี้ว่า “ เพราะมันยังไม่เคยเป็นที่รู้กันว่าที่จะหลอกใครสักคนหนึ่ง เมื่อเขาหลงหายไป เท่ากับพาเอาคนมากมายตามเขาไปด้วย “

บทสรุป
ในปี ค.ศ 325 สภาไนเซียได้ชุมนุมกันเบื้องต้น เพื่อจะหยิบเอาประเด็นของเอเรียสและคำสอนของเขาขึ้นมาพิจารณา แอเรียสผิดหวังมาก ผลสุดท้ายคือการกำจัดเขาไป และคำประกาศในหลักการไนซีน ที่รับรองว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า “ เราเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว พระบิดาผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ทรงทำให้ทุกสิ่งมองเห็นได้และมองไม่เห็น และในพระเยซูคริสต์องค์เดียว พระบุตรของพระเจ้า พระบุตรองค์เดียวของพระบิดา ในสภาพพระบิดา พระเจ้าแห่งพระเจ้า ความสว่างแห่งความสว่าง พระเจ้าแท้แห่งพระเจ้าแท้ ที่ทรงกำเนิดมาไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ทรงสภาพเดียวกับพระบิดา

แอเรียสอาจได้ตายหลายศตวรรษแล้ว แต่ลูกหลานฝ่ายวิญญาณของเขายังอยู่กับพวกเราทุกวันนี้ ในรูปแบบลัทธิความเชื่อเหมือนพวกพยานพระยะโฮวา และอื่นๆ ผู้ที่ปฏิเสธความเป็นพระเจ้าและมนุษย์ของพระองค์น่าเศร้าใจ จนกว่าพระคริสต์เสด็จกลับมา และศัตรูฝ่ายวิญญาณสุดท้ายทุกคนที่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปนั้น เหล่านี้เป็นดังข้าวละมานปะปนอยู่ท่ามกลางข้าวสาลี

มัทธิว 13:24-30 “พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือน คนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่ ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปน กับข้าวดีนั้นไว้แล้วก็หลบไป ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย ทาสแห่งเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่า 'นายเจ้าข้า ท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของ ท่านมิใช่หรือ แต่มีข้าวละมานมาจากไหน' นายก็ตอบว่า 'นี่เป็นการกระทำของศัตรู' พวกทาสจึงถามว่า 'ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บข้าวละมานหรือ' แต่นายตอบว่า 'อย่าเลยเกลือกว่า เมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า 'จงเก็บข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย แต่ข้าวดีนั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา' ”

แท้จริง พระคัมภีร์กล่าวว่า การละทิ้งศาสนาจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ใกล้จะมาถึง

มัทธิว 24:10 “คราวนั้นคนเป็นอันมากจะถดถอยไป และอายัดกันและกัน ทั้งจะเกลียดชังซึ่งกันและกันด้วย”

เปาโลป่าวประกาศพระเยซูในบันทึกที่ท่านถูกดลใจให้เขียนด้วยเช่นกัน อัครสาวกได้บอกชาวเธสะโลนิกาว่า การล้มลงครั้งใหญ่จะเกิดก่อนการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ และว่าที่สุดปลายจะแสดงให้เห็นโดยลักษณะของความทุกข์ลำเค็ญครั้งใหญ่และจะกวาดล้างพวกหลอกลวงด้านศาสนาไปเสีย

2 เธสะโลนิกา 2:3 “อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึงจนกว่าจะมีการทรยศเสียก่อน และคนนอกกฎหมายนั้นจะประจักษ์แจ้ง คือลูกแห่งความพินาศ”

2 ทิโมธี 3:1-2,5 “แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ”

ตอนนี้ยิ่งกว่าแต่ก่อน มันจำเป็นมากที่ผู้เชื่อทุกคนอธิษฐานขอการรู้แจ้งเห็นจริง การต่อสู้กับพวกละทิ้งศาสนา และต่อสู้อย่างขะมักเขม้นเพื่อความเชื่อ ที่ครั้งหนึ่งครั้งเดียวเท่านั้นและเพื่อขอให้ธรรมิกชนทั้งหลายถูกปลดปล่อย



กลับสู่หน้าภาษาไทย



การละทิ้งศาสนาคืออะไรและฉันจะยอมรับมันได้อย่างไร?