ทำไมฉันจึงควรเชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์?




คำถาม: ทำไมฉันจึงควรเชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์?

คำตอบ:
เป็นความจริงที่ยอมรับกันดีว่า พระเยซูคริสต์ทรงถูกประหารชีวิตในที่สาธารณะในแคว้นยูเดีย ราวศตวรรษที่ 1 ภายใต้ ปอนติอุส ปิลาต โดยใช้วิธีการตรึงบนกางเขน ตามคำร้องขอของผู้นำทางศาสนาชาวยิวหลักฐานทาประวัติศาสตร์ของคนที่ไม่นับถือศาสนาคริสต์ ฟลาวิอุส โจเซฟัส คอร์เนลิอุส ทาสิทัส ลูเชียน แห่ง ซาโมซาตา ไมโมนิเดส และแม้กระทั่ง สภาสูงสุดแซนเฮดรินของยิวยืนยันเรื่องราวพยานคริสเตียนที่เห็นเหตุการณ์จริงในยุคแรก ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญทั้งหลายเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์

สำหรับเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ มีหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นมากมาย ทำให้เป็นเรื่องที่กระตุ้นความสนใจ เซอร์ ไลโอเนล ลักฮู (จากหนังสือกินเนสเวิลด์เร็คคอร์ด บันทึกเกียรติประวัติการไต่สวนคดีเพื่อตัดสินให้จำเลยพ้นผิดคดีฆาตกรรมที่ไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อน 245 คดีติดต่อกัน) ได้สรุปเอาเฉพาะใจความสำคัญของงานเขียนความศรัทธาแรงกล้าและความเชื่อมั่นของคริสเตียนยืนยันหนักแน่นเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ เมื่อเขาเขียนว่า "ผมได้ใช้เวลามากกว่า 42 ปี เป็นทนายความไต่สวนคดีฝ่ายจำเลยในหลายแห่งทั่วโลกและยังคงปฏิบัติงานอยู่

ผมโชคดีที่ได้รับความสำเร็จมากมายในการพิจารณาคดีของคณะตุลาการและผมพูดชัดเจนหลักฐานเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ที่ยากจะต่อต้าน ทำให้จำนนต่อหลักฐานที่ผ่านการพิสูจน์แล้วและไม่มีที่ว่างสำหรับข้อสงสัยใดๆ"

ชุมชนที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาตอบสนองต่อหลักฐานเดียวกัน โดยที่ทายได้ว่าไม่ยินดียินร้าย และเห็นพ้องในความยึดมั่นแน่วแน่ต่อความเป็นธรรมชาติที่เป็นระเบียบแบบแผน สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเงื่อนไขนี้ ความเป็นธรรมชาติที่เป็นระเบียบแบบแผนเป็นความพยายามของมนุษย์ทีจะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง ในแง่ของสาเหตุธรรมชาติ และสาเหตุตามธรรมชาติ เพียงอย่างเดียว ถ้าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้ปฏิเสธคำอธิบายแบบธรรมชาติ (เช่นการฟื้นคืนพระชนม์อย่างปาฏิหาริย์ ) นักวิชาการที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาโดยทั่วไปกระทำต่อเรื่องนี้ด้วยความสงสัยอย่างเต็มล้น โดยไม่คำนึงถึงหลักฐาน ไม่ว่ามันอาจเป็นวิธีการที่น่าชื่นชมและน่าสนใจหรือไม่ก็ตาม ในมุมมองของเรา ความยึดมั่นภักดีที่ไม่ดอนเอนไปตามสาเหตุตามธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึงหลักฐานที่มีเนื้อหาสาระ ในทางตรงกันข้าม จะไม่เป็นสื่อนำไปถึงการตรวจสอบของหลักฐานที่ยุติธรรม(และเพียงพอ) เราเห็นด้วยกับ ดร. แวนเนอร์ ฟอน บราวน์ และคนอื่น ๆ อีกมากมาย ผู้ที่ยังคงเชื่อว่า การผลักดันความนิยมชมชอบด้านปรัชญาอันเป็นที่นิยมต่อหลักฐานนั้นเป็นอุปสรรคต่อความเป็นรูปธรรม หรือในคำพูดของ ดร. ฟอน บราวน์ "การถูกบังคับให้ เชื่อข้อสรุปเพียงข้อเดียว ... จะละเมิดความเป็นรูปธรรมของวิทยาศาสตร์เองมากมาย"

การกล่าวเช่นนั้น ตอนนี้ให้เราตรวจสอบหลักฐานความคิดเห็นหลายด้าน ซึ่งชื่นชอบเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ หลักฐานความคิดเห็นแรก เรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ เริ่มต้นโดย เรามีพยานหลักฐานพยานผู้เห็นเหตุการณ์จริง

ผู้แก้ต่างคริสเตียนยุคแรก อ้างถึงพยานผู้เห็นเหตุการณ์หลายร้อยคน บางคนบันทึกประสบการณ์ของตัวเองที่ถูกกล่าวหา พยานผู้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้หลายคน ตั้งใจและอดทนอย่างสุดยอดต่อความทรมานแสนนานและความตาย แทนที่จะปฏิเสธคำพยานของพวกเขา ความจริงเรื่องนี้พิสูจน์ความจริงใจของพวกเขา ตัวพวกเขาเองไม่ยอมรับเรื่องหลอกลวง ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ (หนังสือกิจการของอัครทูต 4:1-17 จดหมายของ พลินิ ไปถึงทราจัน เอ็กซ์ , 96, ฯลฯ ) คริสเตียนส่วนใหญ่สามารถยุติ ความทนทุกข์ของพวกเขาได้ง่าย ๆ โดยการประกาศล้มเลิกความเชื่อ แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะทนทุกข์ทรมานและ ประกาศการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์จนถึงความมรณา เป็นที่ยอมรับว่า ในขณะที่การพลีชีพเพื่อศาสนาเป็นเรื่องที่โดดเด่นน่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องผลักดัน นี้ไม่ได้ตรวจสอบความเชื่อมากพอที่มันจะพิสูจน์ผู้เชื่อว่าจริงหรือแท้ ( โดยแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเขาหรือเธอ ในลักษณะที่จับต้องได้) สิ่งซึ่งทำให้การพลีชีพของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ในยุคแรกน่าทึ่ง ก็คือว่าพวกเขารู้หรือไม่ว่า สิ่งที่พวกเขาประกาศยืนยันนั้นเป็นความจริง พวกเขาได้เห็นพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์และสบายดีหลังจากความตาย หรือ พวกเขาไม่ได้เห็น นี่เป็นเรื่องไม่ธรรมดา

ถ้าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องโกหก ทำไมคนเหล่านั้นยอมให้สถานการณ์ที่เขาประสบดำรงอยู่ถาวร ทำไมพวกเขาจะยึดมั่นการโกหกดังกล่าวที่ไม่เกิดประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่เขารู้ทุกอย่าง ในเวลาที่เผชิญกับกดขี่ข่มเหง การถูกจำคุก การทรมาน และความตาย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001นักจี้เครื่องบินฆ่าตัวตายได้เชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยในสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นศรัทธา (มีหลักฐานว่าพวกเขาเต็มใจที่จะตายเพื่อสิ่งนี้) พวกเขาไม่สามารถและไม่ทราบว่ามันเป็นจริงหรือไม่ พวกเขาเชื่อมั่นในประเพณีที่ส่งผ่านต่อไปถึงพวกเขามาหลายชั่วอายุคนในทางตรงกันข้าม ผู้พลีชีพคริสเตียนยุคแรกเป็นคนรุ่นแรก พวกเขาได้พบสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องจะเห็น หรือพวกเขาไม่ได้พบ ท่ามกลางพยานที่เห็นเหตุการณ์จริงที่ประจักษ์ตาได้คือพวกอัครสาวก

พวกเขาร่วมกันอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ ภายหลังการทรงปรากฏของพระคริสต์หลังการคืนพระชนม์ ทันทีหลังจากการถูกตรึงกางเขนของพระองค์ พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ด้วยความกลัวเพื่อเอาชีวิตรอด หลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ พวกเขาออกเดินไปตามถนน ไม่เกรงกลัว ประกาศการคืนพระชนม์ ถึงแม้การกดขี่ข่มเหงทวีความรุนแรง เกิดอะไรที่เป็นการเปลี่ยนแปลงฉับพลันและน่าทึ่งของพวกเขา แน่นอน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน อัครสาวกได้ละทิ้งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตของตนเอง พวกเขาต้องประกาศ การคืนพระชนม์

หลักฐานความคิดเห็นที่สองเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ หลักฐานความคิดเห็นที่สอง เกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของผู้สงสัยที่สำคัญบางคน ที่เด่นที่สุดคือ เปาโล และยากอบ เปาโลเองก็ยอมรับว่าท่านกระทำการกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงในตอนเริ่มแรกของศาสนจักร หลังจากที่เขาอธิบายว่า เขาได้เผชิญหน้ากับพระคริสต์ที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์เปาโลเปลี่ยนแปลงฉับพลันทันที และเปลี่ยนจากการเป็นผู้ที่ข่มเหงคริสตจักรอย่างรุนแรงไปเป็นคนหนึ่งในผู้ปกป้องที่ไม่คิดเห็นแก่ตัวและมีผลงานมากที่สุด เช่นเดียวกับ ชาวคริสต์ในศตวรรษแรก เปาโลทนทุกข์ต่อความขัดสน การกดขี่ข่มเหง การถูกเฆี่ยน การจำคุก และการถูกขับไล่เพราะเขามุ่งมั่นแน่วแน่ยืนยันการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์

ยากอบขี้สงสัย แต่ไม่เป็นปรปักษ์อย่างเปาโล การเผชิญหน้ากับพระคริสต์หลังการฟื้นคืนพระชนม์ ทำให้เขาหันไปเป็นผู้เชื่ออย่างหาใครเปรียบไม่ได้ เป็นผู้นำของ คริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม เรายังคงได้สิ่งที่นักวิชาการทั่วไปยอมรับว่า เป็นหนึ่งในจดหมายหลายฉบับที่เขาเขียนถึงคริสตจักรในยุคแรก เช่นเดียวกับเปาโล ยากอบ เต็มใจที่จะรับความทุกข์ทรมานและเสียชีวิต คำพยานของเขาเป็นความจริงที่พิสูจน์ความเชื่อของเขา(ดูในกิจการของอัครทูต และความเป็นยุคโบราณของชาวยิว XX , ix , 1 ของโจเซฟัส)

หลักฐานความคิดเห็นที่สามและสี่ของการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ หลักฐานความคิดเห็นที่สามและที่สี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพยานหลักฐานของศัตรูที่รับรองอุโมงค์ที่ว่างเปล่า และความจริงที่ว่าความเชื่อมั่นในเรื่องการคืนพระชนม์เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูทรงถูกประหารชีวิตในที่สาธารณะ และถูกเก็บพระศพอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม คงเป็นไปไม่ได้ สำหรับ ความเชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ที่หยั่งรากอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ในขณะที่พระศพของพระองค์ ยังคงอยู่ในอุโมงค์ที่ศาลสูงสุดแซนเฮดรินสามารถขุดศพขึ้นมาวางไว้ เปิดแสดงต่อที่สาธารณะและโดยวิธีแบบนั้นเป็นการเปิดเผยเรื่องหลอกลวง แต่สภาสูงสุดแซนเฮดรินได้กล่าวหาว่า พวกสาวกขโมยพระศพ เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะอธิบาย การที่พระศพหายไป ( และดังนั้นอุโมงค์จึงว่างเปล่า )

เราจะ อธิบาย ความเป็นจริง เรื่อง อุโมงค์ ที่ว่างเปล่าได้อย่างไร ที่นี่มีคำอธิบายง่าย ๆ ธรรมดาที่สุด 3 ประการ คือ: ประการแรก พวกสาวกขโมยพระศพไป ถ้ากรณีนี้เป็นจริง พวกเขาคงได้ประจักษ์ว่าการฟื้นคืนพระชนม์เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง

ดังนั้นพวกเขาจะไม่ เต็มใจที่จะต้องทนทุกข์ทรมาน และตายเพื่อเรื่องนี้ (ดูที่ หลักฐานความคิดเห็นแรก ที่เกี่ยวข้องกับคำเบิกความของ พยานที่เห็นเหตุการณ์จริง )พยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจะได้รู้กันว่าพวกเขาไม่เคยเห็นพระคริสต์จริงๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องโกหกโดยมีผู้สมรู้ร่วมคิดกันอีกหลาย ๆ คน แน่นอนบางคนคงได้ สารภาพว่า หากไม่ได้ยุติความทุกข์ทรมานของตนเองแล้ว อย่างน้อยก็จะยุติ ความทุกข์ทรมาน ของเพื่อน ๆ และ ครอบครัวของเขา ชาวคริสต์ในยุคแรกถูกกระทำทารุณอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจาก การเผากรุงโรม ในค.ศ. 64 (ไฟ ซึ่งเนโรถูกกล่าวหาว่าได้สั่งให้เผาเพื่อให้ลามไปถึง ห้องพักในพระราชวังของพระองค์ แต่ทรงกล่าวหาว่าชาวคริสต์ในกรุงโรมเป็นผู้ทำ เพื่อพยายามที่จะประกาศพระองค์เองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์) ในฐานะที่เป็น นักประวัติศาสตร์โรมัน ทาสิทัส คอร์เนลิอุส เล่าให้ฟัง ในพงศาวดารของ จักรวรรดิโรมัน (เพิ่งตีพิมพ์ในหนึ่งชั่วอายุคนหลังจากไฟเผาแล้ว) : "เนโรได้โยนความผิดและบาดแผลที่ร้ายแรงที่สุด อันเป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่าสะอิดสะเอียน ของพวกเขาที่ประชาชนเรียกกันว่าคริสเตียน คริสตุส เป็นชื่อแรกเริ่มที่มีที่มา ทนทุกข์ทรมานการลงโทษที่ร้ายแรง ในช่วงรัชสมัยของ ติเบอริอุส อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่การเงินคนหนึ่งในสมัยโรมัน ปอนติอุส ปิลาตุส และความเชื่อทางไสยศาสตร์ซึ่งเป็นอันตรายมากที่สุด จึงมีการตรวจสอบในขณะนั้น อีกครั้งว่าแพร่ระบาดไม่เพียง แต่ในแคว้นยูเดีย ซึ่งเป็นแหล่งเริ่มต้นของความชั่วร้าย แม้แต่ในโรม ซึ่งทุกสิ่ง น่าเกลียดและน่าอับอาย จากทุกส่วนของโลกพบว่ามันเป็นศูนย์กลางและกลายเป็นที่นิยม ดังนั้น ครั้งแรกมีการจับกุมทุกคนที่ยอมรับความผิด ครั้นแล้ว ตามข้อมูลของพวกเขา คนมากหลายส่วนใหญ่ถูกประกาศว่ามีความผิด ไม่มากเหมือนข้อหาอาชญากรรมจากการเผาเมือง นั่นเป็นความเกลียดชังที่มีต่อมนุษยชาติ มีการเยาะเย้ยทุกรูปแบบเพิ่มเข้ามานอกจากความตายของพวกเขา แม้ปกปิดร่างกายด้วยหนังสัตว์ พวกเขาก็ถูกสุนัขกัดตาย หรือไม่ก็ถูกตอกตะปูบนกางเขน หรือไม่ก็ถูกโยนเข้ากองไฟและเผา เพื่อทำหน้าที่เป็นแสงสว่างยามค่ำคืนเมื่อกลางวันสิ้นสุดแล้ว" (จดหมายเหตุ XV 44)

เนโรได้ทำให้สวนของเขาสว่างไสวโดยการเผาไหม้คริสตชนทั้งเป็น แน่นอนว่า บางคนได้ประกาศยอมรับความจริงภายใต้การกระทำทารุณด้วยความเจ็บปวด อย่างสาหัส อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงคือว่า เราไม่มีบันทึกใด ๆ ว่า คริสเตียนยุคแรก ประกาศยกเลิกความเชื่อเพื่อยุติความทุกข์ทรมานของเขา แทนที่เป็นเช่นนั้น เรามีเรื่องราวมากมายที่ปรากฏหลังการคืนพระชนม์ และพยานผู้เห็นเหตุการณ์นับร้อยเต็มใจที่จะทนทุกข์ทรมาน และตายเพื่อเรื่องนี้ หาก เหล่าสาวกไม่ได้ ขโมยพระศพ เราจะอธิบายเรื่องอุโมงค์ว่างเปล่าอย่างไรล่ะ บางคนได้บอกว่า

พระคริสต์ทรงแสร้งทำเป็นตาย และหนีออกมาจากอุโมงค์ นี่เป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี ตามคำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ พระคริสต์ได้ทรงถูกเฆี่ยนตี ถูกทรมาน เนื้อฉีกขาด และทรงถูกแทง พระองค์ทรงทนทุกข์บอบช้ำเสียหายภายใน การสูญเสียเลือดขนาดใหญ่ ทำให้สลบ และหอกทิ่มทะลุหัวใจพระองค์

ไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ (หรือคนอื่นเพราะเรื่องนี้) สามารถรอดชีวิตพ้นความเจ็บปวด แสร้งทำเป็นตาย นั่งอยู่ในอุโมงค์สามวันสามคืน โดยไม่มีการรักษาทางการแพทย์ อาหารหรือน้ำ เลื่อนกลิ้งโขดหินใหญ่ซึ่งปิดปากอุโมงค์สนิท ได้หายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย (โดยไม่ทิ้งรอยเลือดไว้ข้างหลัง) โน้มน้าวให้พยานหลายร้อยคนเชื่อว่า พระองค์ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตายและคงมีสุขภาพดี และจากนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องน่าสมเพช

หลักฐานความคิดเห็นที่ห้าเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ ของพระคริสต์ สุดท้าย หลักฐานความคิดเห็นที่ห้าเรื่องความแปลกประหลาดของการเบิกความของพยานที่เห็นเหตุการณ์ ในเรื่องการคืนพระชนม์ส่วนใหญ่ ผู้หญิงจะได้ เครดิตในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์ครั้งแรกและก่อนคนอื่น นี่จะเป็นการกุเรื่องที่แปลกพิลึก เพราะว่าในสมัยโบราณทั้งวัฒนธรรมของชาวยิวและชาวโรมัน ผู้หญิงไม่เป็นที่นับถือยกย่องมาก คำให้การเป็นพยานของพวกเขา ถูกมองว่าไร้สาระและไม่เป็นที่ยอมรับ โดยความจริงนี้ มันไม่น่าเป็นไปได้ว่าบุคคลใดทีกระทำผิดเรื่องการหลอกลวงใน แคว้นยูเดีย ศตวรรษที่ 1 จะเลือกผู้หญิงเป็นพยานแรกของพวกเขา

ในบรรดาเหล่าสาวกชายทั้งหลาย ผู้ที่อ้างว่าเห็นพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ ถ้าพวกเขาทั้งหมดได้โกหก และการฟื้นคืนพระชนม์เป็นเรื่องหลอกลวง ทำไมพวกเขาจึงยกพยานผู้ที่ไม่ค่อยรับรู้ ไม่น่าไว้วางใจที่พวกเขาสามารถหาได้ ดร. วิลเลียม เลน เครก อธิบายว่า " เมื่อคุณเข้าใจบทบาทของ ผู้หญิงในสังคม ชาวยิวในศตวรรษแรก สิ่งที่แปลกมากจริงๆคือว่า เรื่องอุโมงค์ฝังศพที่ว่างเปล่า ควรจะยกผู้หญิงให้เห็นเด่นชัดว่าเป็นผู้พบอุโมงค์ที่ว่างเปล่าเป็นพวกแรก ผู้หญิงอยู่ในฐานะทางสังคมต่ำมากในปาเลสไตน์ ศตวรรษแรก มีคำสอนเกี่ยวกับกฎหมายยิวโบราณที่กล่าวว่า ' จงยอมให้ข้อบัญญัติกฎหมายถูกเผาเสียดีกว่ายอมปลดปล่อยผู้หญิงเป็นอิสระ และ ' ขอความสุขมีแด่ชายที่เขามีลูกเป็นเพศชาย แต่ วิบัติแก่ผู้ที่มีลูกเป็นเพศหญิง’ คำเบิกความ ของผู้หญิงถูกมองว่าไร้ค่า จนพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่ จะทำหน้าที่เป็นพยานในศาลของชาวยิว ปรากฏว่า เป็นสิ่งที่ประหลาดอย่างที่สุดที่พยานเอกเรื่องอุโมงค์พระศพเป็นผู้หญิง หลายคน ในตำนานเล่าเรื่องต่อมา ได้เห็นภาพอย่างแน่นอนว่าสาวกชายเป็นผู้ค้นพบอุโมงค์พระศพ – ตัวอย่างเช่น

เปโตร หรือยอห์น ความจริงที่ว่า ผู้หญิงเป็นพยานพวกแรกที่อุโมงค์พระศพ ได้มีการอธิบายแบบที่มี เหตุผลมากที่สุดตามความเป็นจริงซึ่ง – จะชอบหรือไม่ – พวกเขาเป็นผู้ค้นพบอุโมงค์พระศพที่ว่างเปล่า นี่แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนพระกิตติคุณ ได้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสัตย์ซื่อ ถึงแม้ว่ามันทำให้อึกอัก นี้พูดถึงหลักฐานในประวัติศาสตร์ของประเพณีมากกว่าสถานภาพของตำนานนี้" (ดร. วิลเลียม เลน เครก โดยลี สโตรเบล คัดลอกมา “ กรณีเรื่องพระคริสต์” แกรนด์ แรพิดส์ : . ซองเดอแวน 1998 หน้า 293)

โดยสรุป หลักฐานความคิดเห็นเหล่านี้ :ความจริงใจซึ่งแสดงให้เห็นโดยพยานผู้เห็นเหตุการณ์(และในกรณีของอัครสาวก ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงและความจริงใจของคู่อริที่สำคัญ และผู้พลีชีพที่ชักคลางแคลงใจ ข้อเท็จจริงเรื่องหลุมฝังศพที่ว่างเปล่า การรับรองของศัตรูเรื่องอุโมงค์พระศพที่ว่างเปล่า ความจริงที่ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม ความเชื่อมั่นในเรื่อง การคืนพระชนม์เริ่มต้นและดำเนินต่อไป ความสำคัญของพยานหลักฐานดังกล่าวให้บริบททางประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างหนักแน่นต่อประวัติศาสตร์เรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ เราขอหนุนใจให้ผู้อ่านของเรา คิด พิจารณา หลักฐาน เหล่านี้อย่างรอบคอบ แนะนำอะไรแก่คุณบ้าง หลังจากที่พวกเราเองครุ่นคิดถึงสิ่งเหล่านั้น เราขอยืนยันแน่นอนต่อแถลงการณ์ของ เซอร์

ไลโอเนล: "หลักฐานเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์มีอำนาจล้นเหลือที่ผลักดันให้เรายอมรับหลักฐานที่ผ่านการพิสูจน์แล้วและไม่มีที่ว่างสำหรับข้อสงสัยใดๆ"



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไร พระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระองค์เองหรือ ?