ผิดหรือไม่ที่จะทูลถามพระเจ้า?




คำถาม: ผิดหรือไม่ที่จะทูลถามพระเจ้า?

คำตอบ:
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควรทูลถามพระเจ้าหรือไม่ แต่ในลักษณะท่าทีแบบไหน และมีเหตุผลอะไรที่เราทูลถามพระองค์ การทูลถามพระเจ้าไม่ได้ผิดในตัวมันเอง ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกกราบทูลถามพระเจ้าหลายครั้งเกี่ยวกับจังหวะเวลาและการเป็นตัวแทนทำตามแผนการของพระเจ้า พระธรรมฮะบากุก 1:2-3 “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะร้องทุกข์นานสักเท่าใด และพระองค์มิได้ทรงฟัง หรือข้าพระองค์จะร้องทูลต่อพระองค์ว่า “ทารุณ พระเจ้าข้า” และพระองค์ก็ไม่ทรงช่วย ยิ่งกว่านั้น ฮาบากุกไม่ถูกตำหนิสำหรับคำถามของเขา กลับอดทนรอจนได้รับคำตอบ และผู้เผยพระวจนะจบการเขียนหนังสือของเขาลงด้วยบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า” ฮาบากุก 1:5 “จงมองทั่วประชาชาติต่างๆและดูให้ดี จงประหลาดและแปลกใจ เพราะเรากำลังประกอบกิจในสมัยของเจ้า ถึงจะบอก เจ้าก็จะไม่เชื่อ” ฮาบากุก 3:17-19 “แม้ต้นมะเดื่อไม่มีดอกบาน หรือเถาองุ่นไม่มีผล ผลมะกอกเทศก็ขาดไป ทุ่งนามิได้เกิดอาหาร ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอก และไม่มีฝูงวัวที่ในโรง ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า พระเยโฮวาห์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรง เป็นกำลังของข้าพเจ้า พระองค์ทรงกระทำเท้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าเดินไปบนที่สูง ทั้งหลายของข้าพเจ้า” มีคำถามกราบทูลพระเจ้ามากมายในหนังสือบทเพลงสดุดี (พระธรรมสดุดีบทที่ 10, 44, 74 และ 77)

บทเพลงสดุดี 10:1 “ข้าแต่พระเจ้า ไฉนพระองค์ประทับยืนอยู่ห่างไกล และทรงซ่อนพระองค์เสียในยามยากลำบาก” บทเพลงสดุดี 44:24 “ไฉนพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์เสีย ไฉนพระองค์ทรงลืมการที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ทุกข์ยากและถูกบีบบังคับเสีย” บทเพลงสดุดี 74:1 “ข้าแต่พระเจ้าไฉนพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ทั้งหลายทิ้งเสียเป็นนิตย์ ไฉนความกริ้วของพระองค์จะกรุ่นขึ้นต่อแกะแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์” บทเพลงสดุดี 79:7-9 “องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทอดทิ้งเป็นนิตย์ และจะไม่เคยพอพระทัยอีกหรือ ความรักมั่นคงของพระองค์จะระงับอยู่ เป็นนิตย์หรือ พระสัญญาของพระองค์สิ้นสุดตลอด ทุกชั่วชาติพันธุ์หรือ พระเจ้าทรงลืมที่จะทรงพระกรุณาหรือ เพราะ พระพิโรธ พระองค์จึงทรงปิดความสังเวชเสียหรือ” เหล่านี้เป็นเสียงร้องของผู้ที่ถูกข่มเหง ผู้ที่หมดหวังรอการเข้ามาทรงจัดการและความรอดจากพระเจ้า” แม้ว่าพระเจ้าไม่ทรงตอบคำถามของเราอย่างที่เราต้องการ เราสรุปจากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ว่าเป็นพระเจ้าทรงยินดีสำหรับคำถามที่จริงใจจากหัวใจที่เอาจริงเอาจัง

คำถามที่ไม่จริงใจหรือคำถามจากจิตใจที่ชอบจับผิด นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก พระธรรมฮีบรู 11:6 “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์” หลังจากที่กษัตริย์ซาอูลไม่ทรงเชื่อฟังพระเจ้า คำถามของพระองค์จึงไม่ได้รับคำตอบ 1ซามูเอล 28:6 “และ เมื่อซาอูลทูลถามพระเจ้า พระเจ้ามิได้ทรงตอบพระองค์ ไม่ว่าด้วยความฝัน หรือด้วยอูริม หรือด้วยผู้เผยพระวจนะ” มีความแตกต่างสิ้นเชิงที่ไปสงสัยว่าทำไมพระเจ้าทรงอนุญาตให้เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแทนที่จะกราบทูลถามเรื่องความดีงามของพระเจ้า การมีข้อสงสัยจะแตกต่างจากการทูลถามเรื่องความเป็นพระเจ้าผู้สูงสุด และเจาะจงเฉพาะพระลักษณะพระองค์ โดยย่อคือ คำถามที่สัตย์ซื่อไม่ได้เป็นบาป แต่ความขมขื่น การไม่ไว้วางใจ หรือการกบฏต่างหากที่เป็นบาป พระเจ้าไม่ได้ทรงหวาดหวั่นด้วยคำถามเหล่านี้ พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เรามีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับพระองค์ เมื่อเรา "ทูลถามพระเจ้า" ควรเป็นคำถามที่มาจากจิตใจที่ถ่อมลงและความคิดที่เปิดกว้าง เราสามารถทูลถามพระเจ้า แต่เราไม่ควรคาดหวังคำตอบ ถ้าหากเราไม่สนใจคำตอบของพระองค์จริง ๆ พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้จิตใจของเราและทรงรู้ว่าแท้จริงเรากำลังแสวงหาพระองค์เพื่อทรงให้ความกระจ่างแก่เรา ท่าทีในใจของเราคือสิ่งที่ตัดสินว่ามันถูกหรือผิดในการทูลถามพระเจ้า



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ผิดหรือไม่ที่จะทูลถามพระเจ้า?