ทำไมผู้นำการประกาศคริสเตียนจึงมีเรื่องอื้อฉาวมากมาย?




คำถาม: ทำไมผู้นำการประกาศคริสเตียนจึงมีเรื่องอื้อฉาวมากมาย?

คำตอบ:
เอเฟซัส 4:3-6 “จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติสมาเดียว พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง และทั่วคนทั้งปวง และในคนทั้งปวง” เนื้อหาพระคัมภีร์ตอนนี้เน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ควรอยู่ในพระกายของพระเยซูคริสต์เมื่อ "พระวิญญาณองค์เดียว" สถิตอยู่ในพวกเรา (ข้อ 4) ในข้อที่ 3 เปาโลร้องขอให้มีความถ่อมใจ ความนอบน้อม, ความอดทนและความรัก—ทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 1โครินธ์ 2:10-13 “พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า อันความคิดของมนุษย์นั้น ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นเองฉันใด พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณ ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง” ดังที่กล่าวนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์รู้พระทัยของพระเจ้า (ข้อ 11) ซึ่งทรงสำแดงให้เห็น (ข้อ 10) และสอน (ข้อ 13) แก่ผู้ที่พระองค์ทรงทรงสถิตอยู่

งานของพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้เรียกว่าการส่องสว่าง

ในโลกที่สมบูรณ์แบบ ผู้เชื่อทุกคนจะมีหน้าที่ศึกษาพระคัมภีร์โดยการอธิษฐานขอพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการส่องสว่าง 2 ทิโมธี 2:15 “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน นี้ไม่ได้เป็นโลกที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ทุกคนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์จะฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์จริๆ

มีคริสเตียนหลายคนที่ทำให้พระองค์เศร้าเสียใจ เอเฟซัส 4:30 “และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้ เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด” ถามนักการศีกษา—แม้แต่ครูประจำชั้นที่ดีที่สุด ที่แบ่งปันแก่นักเรียนที่เอาแต่ใจที่ดูเหมือนจะต่อต้านการเรียน—ไม่ว่าครูสอนอะไร ดังนั้น เหตุผลหนึ่งที่บุคคลต่าง ๆ กันตีความพระคัมภีร์แตกต่างกันก็คือว่าบางคนเพียงแค่ไม่ฟังครูผู้สอน---คือพระวิญญาณบริสุทธิ์

ต่อไปนี้เป็นเหตุผลอื่น ๆ สำหรับความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายในหมู่ผู้ที่สอนพระคัมภีร์

1 ความไม่เชื่อ ความจริงก็คือว่าหลายคนที่อ้างว่าเป็นคริสเตียนไม่เคยได้บังเกิดใหม่อีกครั้ง

พวกเขาติดป้ายชื่อของ "คริสเตียน" แต่จิตใจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หลายคนผู้ที่ไม่ได้เชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นจริงเข้ามาสอนโดยพลการ พวกเขาพูดกล่าวอ้างถึงพระเจ้า แต่ยังมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ไม่เชื่อ การตีความพระคัมภีร์ที่ผิดพลาดส่วนใหญ่มาจากแหล่งดังกล่าว เป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อที่จะตีความหมายพระคัมภีร์ได้ถูกต้อง 1โครินธ์ 2:14 “แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ” คนที่ยังไม่รอดไม่สามารถเข้าใจความจริงในพระคัมภีร์ เขาไม่มีการส่องสว่างออกไป นอกจากนี้แม้แต่การเป็นบาทหลวงหรือนักศาสนศาสตร์ก็ไม่ได้รับประกันความรอดของตน ตัวอย่างเรื่องความสับสนวุ่นวายที่สร้างขึ้นโดยผู้ที่ไม่เชื่อพบได้ในยอห์น 12:28-29 “ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ” แล้วก็มีพระสุรเสียงดังมาจากฟ้าว่า “เราได้ให้รับเกียรติแล้ว และเราจะให้รับเกียรติอีก” คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ที่นั่นได้ยินเสียงนั้นและพูดว่าฟ้าร้อง คนอื่นๆก็พูดว่า “ทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้กล่าวกับพระองค์” พระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระบิดาว่า "ข้า แต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่ยกย่อง" พระบิดาทรงตอบด้วยเสียงที่ได้ยินจากสวรรค์ ที่ทุกคนได้ยินในบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ให้สังเกตความแตกต่างในการตีความหมาย "ฝูงชนที่อยู่ที่นั่นและได้ยินแต่พูดว่าเสียงฟ้าร้อง; คนอื่นพูดว่าเสียงทูตสวรรค์พูดกับพระองค์" ทุกคนได้ยินเสียงเดียวกัน—คำกล่าวจากสวรรค์ที่สามารถเข้าใจได้ – แม้กระนั้นทุกคนได้ยินสิ่งที่เขาต้องการจะฟัง

2 ขาดการฝึกอบรม อัคร สาวกเปโตรเตือนต่อผู้ที่ตีความพระคัมภีร์ผิด เขาให้เหตุผลคำสอนจอมปลอมของพวกเขาส่วนหนึ่งของความจริงที่ว่าพวกเขาจะ "ละเลย” 2 เปโตร 3:16 “ในจดหมายทุกฉบับของเขาก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เหล่านี้ไว้แล้ว ในจดหมายเหล่านั้นมีบางที่เข้าใจยาก ซึ่งคนทั้งหลายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และมีใจไม่แน่นอนมั่นคงได้บิดเบือนข้อความเสีย เหมือนอย่างที่เขาได้บิดเบือนข้ออื่นๆในพระคัมภีร์ อันเป็นเหตุให้ตนเองพินาศ” 2 ทิโมธี 2:15 “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง”

ไม่มีทางลัดในการตีความพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง เราถูกจำกัดในการศึกษา

3. การแปลความหมายที่แย่ ข้อผิดพลาดมากได้รับการยกขึ้นมาเพราะความผิดพลาดง่ายๆในการใช้การแปลความหมายที่ดี (ศาสตร์แห่งการตีความพระคัมภีร์) การเอาข้อพระคัมภีร์สักข้อออกจากบริบทของมันทันทีสามารถทำให้จุดประสงค์ของข้อพระคัมภีร์เสียหายได้ การละเลยบริบทที่กว้างขวางของบทและหนังสือทั้งฉบับ หรือการพลาดไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์จะนำไปสู่ปัญหา

4. การละเลยพระคำของพระเจ้าทั้งหมด อปอลโลเป็นนักเทศน์ที่มีอำนาจมากและพูดเก่ง แต่เขารู้จักเพียงแต่การรับบัพติสมาของยอห์นเท่านั้น เขาละเลยเรื่องของพระเยซูและการจัดเตรียมความรอดของพระองค์ ดังนั้นเนื้อหาคำสอนของเขายังไม่สมบูรณ์ อกิลลา และปริสกิลลา พาเขาไปด้วยกันและ "อธิบายวิถีทางของพระเจ้าแก่เขามากขึ้นอย่างเพียงพอ" กิจการ 18:24-28 “มียิวคนหนึ่งชื่ออปอลโล เกิดในเมืองอเล็กซานเดรีย เป็นคนมีโวหารดี และชำนาญมากในทางพระคัมภีร์ ท่านมายังเมืองเอเฟซัส อปอลโลคนนี้ได้รับการอบรมในทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า และมีใจร้อนรนกล่าวสั่งสอนอย่างถูกต้องถึงเรื่องพระเยซู ถึงแม้ท่านรู้แต่เพียงบัพติสมาของยอห์นเท่านั้น ท่านได้เข้าไปในธรรมศาลาสั่งสอนโดยใจกล้า แต่เมื่อปริสสิลลากับอาควิลลาได้ฟังท่านแล้ว เขาจึงรับท่านมาสั่งสอนให้รู้ทางของพระเจ้าให้ถูกต้องยิ่งขึ้น ครั้นอปอลโลจะใคร่ข้ามไปยังแคว้นอาคายา พวกพี่น้องก็หนุนใจเขา และได้เขียนจดหมายฝากไปถึงสาวกที่นั่นให้เขารับรองท่านไว้ ครั้นท่านไปถึงแล้ว ท่านได้ช่วยเหลือคนทั้งหลายที่ได้เชื่อโดยพระคุณของพระเจ้าอย่างมากมาย เพราะท่านโต้แย้งกับพวกยิวอย่างแข็งแรงต่อหน้าคนทั้งปวง และชี้แจงยกหลักในพระคัมภีร์อ้างให้เห็นว่า พระคริสต์คือพระเยซู” หลังจากนั้นอปอลโลประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ คนบางกลุ่มและบุคคลหลายคนในวันนี้มีเนื้อหาพระคัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์เพราะพวกเขามุ่งเน้นเนื้อหาบางตอนเป็นพิเศษโดยละเว้นเนื้อหาตอนอื่น พวกเขาไม่ได้ทำการเปรียบเทียบข้อพระคัมภีร์ข้อต่อข้อ

5 ความเห็นแก่ตัวและความภาคภูมิใจ น่าเศร้าที่จะบอกว่า การตีความพระคัมภีร์มากมายขึ้นอยู่กับอคติส่วนตัวของแต่ละบุคคลและหลักคำสอนแบบทนุถนอม บางคนเห็นโอกาสสำหรับความก้าวหน้าส่วนบุคคลด้วยการส่งเสริม "มุมมองใหม่" ในพระคัมภีร์ (โปรดดูคำอธิบายของครูสอนเท็จในจดหมายอัครทูตพระธรรมยูดา)

6. พลาดที่จะเจริญเติบโต เมื่อคริสตชนที่ไม่เติบโตอย่างที่ควรเป็น จึงส่งผลกระทบต่อการจัดการดูแลพระวจนะของพระเจ้า 1โครินธ์ 3:2-4 “ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านด้วยน้ำนม มิใช่ด้วยอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านยังไม่สามารถรับ และถึงแม้เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังไม่สามารถ ด้วยว่าท่านยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เพราะว่าเมื่อยังอิจฉากัน และขัดเคืองใจกัน ท่านไม่ได้อยู่ฝ่ายเนื้อหนังหรือ และไม่ได้ประพฤติตามมนุษย์สามัญดอกหรือ เพราะเมื่อคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของเปาโล” และอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของอปอลโล” ท่านทั้งหลายมิได้เป็นเพียงมนุษย์สามัญหรือ” คริสเตียนที่ไม่เติบโตไม่พร้อมสำหรับพระคำของพระเจ้าที่เป็น "อาหารเนื้อ" สังเกตพบว่าเรื่องกามตัณหาของชาวโครินธ์ เป็นการแตกแยกในคริสตจักรของพวกเขา (ข้อ 4)

7 การเน้นประเพณีมากเกินควร บางคริสตจักรเรียกร้องให้เชื่อในพระคัมภีร์ แต่ การตีความ ของพวกเขามักจะลอดผ่านประเพณีของคริสตจักรที่พวกเขาจัดตั้งขึ้น เมื่อใดที่ประเพณีและคำสอนของพระคัมภีร์เกิดความขัดแย้งกัน ประเพณีจะได้รับความสำคัญก่อน

สิ่งนี้ได้ลบล้างสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้าและถืออำนาจสูงสุดในการนำคริสตจักรอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือ พระคัมภีร์มีความชัดเจน มาก ไม่มีอะไร ที่ไม่ชัดเจน เกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ ความจริงเรื่อง สวรรค์และนรกและความรอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ อย่างไรก็ตามในบางประเด็นที่มีความสำคัญน้อย คำสอนในพระคัมภีร์มีความชัดเจนน้อยไปบ้างและ เป็นธรรมดาที่สิ่งนี้จะนำไปสู่ การตีความที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เราไม่ได้มี คำสั่ง ในพระคัมภีร์ โดยตรงที่ไปกำหนดว่าต้องมีพิธีมหาสนิทบ่อยแค่ไหน หรือจะใช้เพลงสไตล์แบบไหน คริสเตียนที่ซื่อสัตย์ จริงใจ สามารถตีความเนื้อหาพระคัมภีร์ต่างๆกัน ที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็น ต่อพ่วงเหล่านี้

สิ่งที่สำคัญคือต้องมั่นใจในข้อพระคัมภีร์ และ เพื่อหลีกเลี่ยงการดันทุรังตรงที่พระคัมภีร์ไม่ได้ยืนยัน

คริสตจักร ควรมุ่งมั่น ที่จะทำตาม รูปแบบของ คริสตจักร ในช่วงต้นของ เยรูซาเล็ม กิจการ 2:42 “เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน” มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคริสตจักรในช่วงต้นเป็นเพราะพวกเขายึดมั่นในหลักคำสอนของอัครสาวก จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคริสตจักรอีกครั้งเมื่อเรากลับไปที่ความเชื่อของอัครสาวกละทิ้งหลักคำสอนอื่น ๆ ความคิดวิตถารและเล่ห์กลที่คืบคลานเข้ามาในคริสตจักร



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ทำไมผู้นำการประกาศคริสเตียนจึงมีเรื่องอื้อฉาวมากมาย?