ความเชื่อว่าไม่มียุคพันปีคืออะไร ?




คำถาม: ความเชื่อว่าไม่มียุคพันปีคืออะไร ?

คำตอบ:
ความเชื่อว่าไม่มียุคพันปีเป็นคำที่ใช้เรียกสำหรับความเชื่อที่ว่าจะไม่มียุคพันปีแห่งการครองราชย์ของพระคริสต์ คนที่ยึดถือความเชื่อนี้ถูกเรียกว่าผู้เชื่อว่าไม่มียุคพันปี คำนำหน้า "a" ในความเชื่อว่าไม่มียุคพันปี หมายถึง "ไม่" หรือ " ไม่ใช่ " ดังนั้น "ความเชื่อว่าไม่มียุคพันปี" หมายถึง "ไม่มียุคสหัสวรรษ" ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดที่ได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลาย เรียกว่าความเชื่อเรื่องยุคก่อนพันปี(แนวคิดที่ว่าการเสด็จมา ครั้งที่สองของพระคริสต์จะเกิดขึ้นก่อนอาณาจักรพันปีของพระองค์จะมาถึง และว่าราชอาณาจักรพันปีแห่งการครองราชย์เกิดขึ้นจริง) และจากแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง น้อยกว่า เรียกว่ายุคหลังพันปี (ความเชื่อที่ว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาหลังจากที่ คริสตชนได้สร้างอาณาจักรบนโลกนี้ ไม่ใช่พระคริสต์เอง) อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้เชื่อว่าไม่มียุคพันปี พวกเขาไม่เชื่อว่าจะไม่มีระยะเวลาพันปีเลย

พวกเขาเพียงแต่ไม่เชื่อระยะเวลาพันปีแท้จริง –รัชสมัยการปกครองพันปีของพระคริสต์ในโลกแท้จริง แต่ พวกเขาเชื่อว่า พระเยซูคริสต์ขณะนี้ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์ของดาวิด และเชื่อว่าคริสตจักรยุคปัจจุบันนี้คือราชอาณาจักรซึ่งพระคริสต์ทรงปกครองอยู่ ไม่มีข้อสงสัยว่า พระคริสต์ตอนนี้กำลังประทับบนบัลลังก์ แต่นี้ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์อ้างว่าเป็นบัลลังก์ของดาวิด ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพระเยซูคริสต์ ขณะนี้ทรงปกครองอยู่ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่ นี้ ไม่ได้หมายความว่าพระองค์กำลังทรงปกครองราชอาณาจักรพันปี เพื่อให้พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์แก่คนอิสราเอล และพันธสัญญาของพระองค์กับเดวิดจะต้องเป็นจริง คือราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลกนี้ 2 ซามูเอล 7:8-16 “เพราะฉะนั้น บัดนี้เจ้าจงกล่าวแก่ดาวิดผู้รับใช้ของข้าพระองค์ว่า 'พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า ข้าพระองค์เอาเจ้ามาจากทุ่งหญ้า จากการตามฝูงแพะ แกะ เพื่อให้เจ้าเป็นเจ้าเหนืออิสราเอลประชากรของข้าพระองค์

ข้าพระองค์ได้อยู่กับเจ้าไม่ว่าเจ้าไปที่ไหน และได้กำจัดศัตรูของเจ้าให้พ้นหน้าเจ้า และข้าพระองค์จะกระทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต อย่างกับชื่อเสียงของผู้ใหญ่ในโลก และข้าพระองค์จะกำหนดที่หนึ่งให้อิสราเอลประชากรของข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะปลูกฝังเขาไว้เพื่อเขาทั้งหลายจะ ได้อยู่ในที่ของเขาเองและไม่ต้องถูกกวนใจอีก และคนชั่วจะไม่ข่มเหงเขาอีกดังแต่ก่อนมา ตั้งแต่สมัยเมื่อข้าพระองค์ตั้งผู้วินิจฉัยเหนืออิสราเอล ประชากรของข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะให้เจ้าพ้นจากการรบศึกรอบด้าน ยิ่งกว่านั้นอีก พระเจ้าตรัสแก่เจ้าว่า พระเจ้าจะทรงให้เจ้ามีราชวงศ์ เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า ข้าพระองค์จะให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิด ขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเองและ ข้าพระองค์จะสถาปนาอาณาจักรของเขา เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อ นามของข้าพระองค์และข้าพระองค์จะสถาปนา บัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์ ข้าพระองค์จะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของข้าพระองค์ ถ้าเขากระทำผิดข้าพระองค์จะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนแห่งบุตรมนุษย์ทั้งหลาย แต่ความรักมั่นคงของข้าพระองค์จะไม่พรากไปจากเขาเสีย ดังที่ข้าพระองค์พรากไปจากซาอูล ซึ่งข้าพระองค์ได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรง อยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์ และบัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์' ” 2ซามูเอล 23:5 “เออ พงศ์พันธุ์ของข้าพเจ้าตั้งมั่นอยู่กับพระเจ้ามิใช่หรือ เพราะพระองค์ทรงกระทำพันธสัญญาเนืองนิตย์กับ ข้าพเจ้าไว้ อันเป็นระเบียบทุกอย่างและมั่นคง เพราะพระองค์จะไม่ทรงกระทำ ให้ความอุปถัมภ์และความปรารถนาของข้าพเจ้าสัมฤทธิ์ผลหรือ” เพลงสดุดี 89:3-4 “ข้าพระองค์ได้กระทำพันธสัญญากับผู้ที่ถูกเลือกของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ปฏิญาณกับดาวิดผู้รับใช้ของข้าพระองค์ว่า 'ข้าพระองค์จะสถาปนาเชื้อสายของเจ้าไว้เป็นนิตย์ และจะสร้างบัลลังก์ของเจ้าไว้ทุกชั่ว ชาติพันธุ์' ”

การสงสัยเรื่องนี้เท่ากับถามหาพระประสงค์ของพระเจ้าและ / หรือพระปรีชาสามารถในการรักษาพระสัญญาของพระองค์ และนี่เป็นการเปิดรับปัญหาด้านศาสนศาสตร์อื่นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าพระเจ้าจะทรงละเมิดพระสัญญาของพระองค์ที่มีคนอิสราเอล หลังจากทรงประกาศ พระสัญญาเหล่านั้นเป็น "ชั่วนิรันดร์" ข้าพระองค์จะสามารถแน่ใจในสิ่งใดที่พระองค์ทรงสัญญา รวมทั้งพระสัญญาที่จะทรงประทานความรอดแก่ผู้เชื่อในองค์พระเยซู คำตอบเดียว คือการรับพระองค์ตามพระดำรัสของพระองค์และเข้าใจว่า พระสัญญาของพระองค์ จะสำเร็จเป็นจริง มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนหลายอย่างในพระคัมภีร์ว่า ราชอาณาจักรจะเกิดขึ้นจริง คือราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลก

1) พระบาทของพระคริสต์จะแตะสัมผัสที่ภูเขามะกอกเทศจริงก่อนการสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์ เศคาริยาห์ 14:4, 9 “ในวันนั้น พระบาทของพระองค์จะยืนอยู่ที่ภูเขามะกอกเทศ ซึ่งอยู่หน้าเมืองเยรูซาเล็มด้านตะวันออก และภูเขามะกอกเทศนั้นจะแยกออกเป็นสองส่วน จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก โดยมีหุบเขากว้างมากคั่นอยู่ ภูเขากึ่งหนึ่งจึงจะถอยไปทางเหนือ และอีกกึ่งหนึ่งจะถอยไปทางใต้ และพระเจ้าจะทรงเป็นกษัตริย์เหนือพิภพทั้งสิ้น ในวันนั้นพระเจ้าจะทรงเป็นเอก และพระนามของพระองค์ก็เป็นเอก”

2) ในสมัยราชอาณาจักร พระเมสิยาห์จะทรงกระทำกิจเรื่องความยุติธรรม และการพิพากษาใน โลก เยเรมีย์ 23:5-8 “พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง เมื่อข้าพระองค์จะเพาะอังกูรชอบธรรมให้ดาวิด และท่านจะทรงครอบครองเป็นกษัตริย์และ กระทำกิจอย่างเฉลียวฉลาด และจะทรงประทานความยุติธรรมและ ความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น ในสมัยของท่านยูดาห์จะรอดได้ และอิสราเอลจะอาศัยอยู่อย่างมั่นคง และนี่จะเป็นนามซึ่งข้าพระองค์จะเรียกท่าน คือ 'พระเจ้าเป็นความชอบธรรมของข้าพระองค์' เพราะฉะนั้น พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง เมื่อคนของเขาไม่กล่าวอีกต่อไปว่า 'พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ตราบใด ผู้ซึ่งได้นำประชาชนอิสราเอลออกมาจากแผ่นดินอียิปต์' แต่จะว่า 'พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ตราบใด ผู้ซึ่งได้นำและพาเชื้อสายแห่งประชาอิสราเอลออก มาจากแดนเหนือ และออกมาจากประเทศที่พระองค์ทรงขับไล่ให้ไปอยู่นั้น' แล้วเขาทั้งหลายจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินของเขาเอง”

3) ราชอาณาจักรได้รับการอธิบายว่าอยู่ภายใต้ฟ้าสวรรค์ ดาเนียล 7:13-14, 27 “ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตกลางคืน และ ดูเถิด มีท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ มา พร้อมกับบรรดาเมฆของสวรรค์ และท่านมาหาผู้เจริญ ด้วยวัยวุฒินั้น เขานำท่านมาเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ ราชอำนาจ ศักดิ์ศรี กับราชอาณาจักร เขานำมามอบไว้กับท่าน เพื่อบรรดาชนชาติ ประชาชาติ ทั้งปวง และภาษาทั้งหลาย จะปรนนิบัติท่าน ราชอาณาจักรของท่านเป็น ราชอาณาจักรนิรันดร์ ซึ่งจะไม่สิ้นสุดไป และแผ่นดินของท่านเป็นแผ่นดิน ซึ่งจะไม่ถูกทำลายเลย”

4) ผู้พยากรณ์ทำนายล่วงหน้าการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเฉียบพลันในสมัยราชอาณาจักร กิจการ 3:21 “พระองค์นั้นสวรรค์จะต้องรับไว้จนถึงวาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่ ตามซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้โดยปากบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา” อิสยาห์ 35:1-2 “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดี ทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอก อย่างต้นดอกฝรั่น มันจะออกดอกอุดม และเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบานและการร้องเพลง ศักดิ์ศรีของเลบานอนก็จะประทานให้มัน ทั้งความโอ่อ่าตระการของคารเมลและชาโรน ที่เหล่านี้จะเห็นพระสิริของพระเจ้า ความโอ่อ่าตระการของพระเจ้าของพวกข้าพระองค์” อิสยาห์ 11:6-9 “สุนัขป่าจะอยู่กับลูกแกะ และเสือดาวจะนอนอยู่กับลูกแพะ ลูกโคกับสิงห์หนุ่มจะหากินอยู่ด้วยกัน และเด็กเล็กๆจะนำมันไป แม่โคกับหมีจะกินด้วยกัน ลูกของมันก็จะนอนอยู่ด้วยกัน และสิงห์จะกินฟางเหมือนวัวผู้ และทารกกินนมจะเล่นอยู่ที่ปากรูงูเห่า และเด็กที่หย่านมจะเอามือวางบนรังของงูทับทาง สัตว์เหล่านั้นจะไม่ทำให้เจ็บหรือจะทำลาย ทั่วภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของข้าพระองค์ เพราะว่าแผ่นดินโลก จะเต็มไปด้วยความรู้เรื่องของพระเจ้า ดั่งน้ำปกคลุมทะเลอยู่นั้น” อิสยาห์ 29:18 “ในวันนั้น คนหูหนวกจะได้ยิน ถ้อยคำของหนังสือ และตาของคนตาบอดจะเห็น ออกมาจากความคลุ้มและความมืดของเขา” อิสยาห์ 65:20-22 “ในนั้นจะไม่มีทารกที่มีชีวิตเพียงสองสามวัน หรือคนแก่ที่มีอายุไม่ครบกำหนด เพราะเด็กมักจะมีอายุหนึ่งร้อยปีจึงตาย และคนบาปที่มีอายุเพียงหนึ่งร้อยปีจะเป็นที่แช่ง เขาจะสร้างบ้านและเข้าอาศัยอยู่ในนั้น เขาจะปลูกสวนองุ่นและกินผลของมัน เขาจะไม่สร้างและคนอื่นเข้าอาศัยอยู่ เขาจะไม่ปลูกและคนอื่นกิน เพราะอายุชนชาติของข้าพระองค์จะเป็นเหมือนอายุของต้นไม้ และผู้เลือกสรรของข้าพระองค์จะใช้ผลงานน้ำมือของเขานาน” เอเสเคียล 47:1-12 “แล้วท่านก็นำข้าพเจ้ากลับมาที่ประตูพระวิหาร และดูเถิด มีน้ำไหลออกมาจากใต้ธรณีประตูพระวิหาร ตรงไปทางทิศตะวันออก (เพราะพระวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก) และน้ำไหลลงมาจากข้างล่าง ปลายใต้ของธรณีประตูพระวิหาร ทิศใต้ของแท่นบูชา แล้วท่านจึงนำข้าพเจ้าออกมาทางประตูเหนือ และนำข้าพเจ้าอ้อมไปภายนอกถึงประตูชั้นนอก ซึ่งหันหน้าไปทางตะวันออก และน้ำนั้นออกมาทางด้านใต้ ชายผู้นั้นได้เดินไปทางตะวันออกมีเชือกวัดอยู่ในมือ ท่านวัดได้หนึ่งพันศอก แล้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไป และน้ำลึกเพียงตาตุ่ม แล้วท่านก็วัดได้อีกหนึ่งพัน แล้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไปและน้ำลึกถึงเข่า แล้วท่านก็วัดได้อีกหนึ่งพัน แล้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไป น้ำนั้นลึกเพียงเอว แล้วท่านก็วัดได้อีกหนึ่งพัน และกลายเป็นแม่น้ำที่ข้าพเจ้าลุยข้ามไม่ได้ เพราะน้ำนั้นขึ้นแล้วลึกพอที่จะว่ายได้ เป็นแม่น้ำที่ลุยข้ามไม่ได้

และท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นสิ่งนี้หรือ” แล้วท่านก็พาข้าพเจ้ากลับมาตามฝั่งแม่น้ำ ขณะเมื่อข้าพเจ้ากลับ ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นต้นไม้มากมายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก และท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า ‘น้ำนี้ไหลตรงไปทางท้องถิ่นตะวันออก และไหลลงไปถึงอารบา และเมื่อน้ำไหลออกมานั้นไปถึงน้ำทะเล น้ำนั้นก็กลับจืดดี แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต

ชาวประมงก็ยืนอยู่ที่ข้างทะเล จากเอนเกดีถึงเอนเอกลาอิม จะเป็นที่สำหรับตากอวน ปลาในที่นั้นมีหลายชนิด เหมือนปลาในทะเลใหญ่ แต่ที่เป็นบึงและหนองน้ำจะไม่จืด ต้องทิ้งไว้ให้เป็นเกลือ ตามฝั่งทั้งสองฟากแม่น้ำ มีต้นไม้ทุกชนิดที่ใช้เป็นอาหาร ใบของมันจะไม่เหี่ยวและผลของมันจะไม่วาย แต่จะเกิดผลใหม่ทุกเดือน เพราะว่าน้ำสำหรับต้นไม้นั้นไหลจากสถานนมัสการ ผลไม้นั้นใช้เป็นอาหารและใบก็ใช้เป็นยา’” อาโมส 9:11-15 “ในวันนั้น ข้าพระองค์จะยกกระท่อมของดาวิด ที่ล้มลงแล้วนั้น ตั้งขึ้นใหม่ และซ่อมช่องชำรุดต่างๆเสีย และยกที่ปรักหักพังขึ้น และสร้างเสียใหม่อย่างในสมัยโบราณกาล เพื่อเขาจะได้ยึดกรรมสิทธิ์คนที่เหลืออยู่ของเอโดม และประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งเขาเรียกด้วยนามของข้าพระองค์” พระเจ้าผู้ทรงกระทำเช่นนี้ตรัสดังนี้แหละ พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด วันเวลาก็มาถึง เมื่อคนที่ไถจะทันคนที่เกี่ยว และคนที่ย่ำผลองุ่น จะทันคนที่หว่านเมล็ดองุ่น จะมีน้ำองุ่นหยดจากภูเขา เนินเขาทั้งสิ้นจะละลายไป ข้าพระองค์จะให้อิสราเอลประชากรของข้าพระองค์ กลับสู่สภาพเดิม เขาจะสร้างเมืองที่พังนั้นขึ้นใหม่ และเข้าอาศัยอยู่ เขาจะปลูกสวนองุ่นและดื่มเหล้าองุ่นของสวนนั้น เขาจะทำสวนผลไม้และรับประทานผลของมัน ข้าพระองค์จะปลูกเขาไว้ในแผ่นดินของเขา เขาจะไม่ถูกถอนออกไปจากแผ่นดินซึ่งข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขาอีกเลย” พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าตรัสดังนี้แหละ”

5 )เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลาในหนังสือวิวรณ์ แสดงให้เห็น การดำรงอยู่ของราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลกก่อนที่จะมีบทสรุปของประวัติศาสตร์โลก(วิวรณ์ 20) ความเชื่อว่าไม่มียุคพันปีมาจากการใช้วิธีหนึ่งในการตีความหมายสำหรับคำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จลง และอีกวิธีการหนึ่งสำหรับพระคัมภีร์ที่ไม่เกี่ยวกับคำพยากรณ์และคำพยากรณ์ที่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระคัมภีร์ที่ไม่เกี่ยวกับคำพยากรณ์ และคำพยากรณ์ที่สำเร็จบริบูรณ์แล้วเป็นจริงตามที่ตีความไว้หรือ ตามปกติ แต่ ตามผู้เชื่อว่าไม่มียุคพันปี คำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จผลต้องถูกตีความด้านจิตวิญญาณ หรือไม่ตามความเป็นจริง

เหล่าคนที่ยึดถือความเชื่อว่าไม่มียุคพันปีเชื่อว่า การอ่านคำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จผล " ฝ่ายจิตวิญญาณ " เป็นการอ่านตำราตามปกติ นี้เรียกว่าการใช้การตีความแบบสองด้าน ( การตีความ คือการศึกษาหลักของการตีความหมาย) ผู้เชื่อว่าไม่มียุคพันปีสันนิษฐานว่าส่วนใหญ่ หรือ ทั้งหมด คำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จผลถูกเขียนในรูปแบบสัญลักษณ์ เป็นภาษาด้านจิตวิญญาณ ดังนั้นผู้เชื่อว่าไม่มียุคพันปีจะกำหนดความหมายแตกต่างกันไปแก่เนื้อหาตอนเหล่านั้นในพระคัมภีร์ แทนความหมายตามบริบทตามปกติของพระคำเหล่านั้น ปัญหาเกี่ยวกับการตีความหมาย คำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จผลในลักษณะนี้คือว่าแบบนี้ยอมให้มีความหมายหลากหลายรูปแบบ เว้นแต่คุณตีความพระคัมภีร์ในความหมายปกติ ก็จะไม่มีความหมายอย่างเดียว แต่ พระเจ้า ผู้ทรงเยี่ยมยอดทึ่สุดที่เขียนพระคัมภีร์ทั้งหมด ทรงมีพระทัยให้มีความหมาย ที่เฉพาะด้านเดียว เมื่อพระองค์ทรงดลใจมนุษย์คนอื่นๆให้ เขียนบันทึก แม้ว่า อาจจะมี การนำเนื้อหาพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้มากมายในชีวิต ก็ยังคงมีเพียงความหมายเดียว และ ความหมายนั้นเป็นไปตามที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัย นอกจากนี้ ความจริงที่ว่าคำพยากรณ์ที่สำเร็จลงแล้วแท้จริงคือเหตุผล ที่ดีที่สุดของทุกสิ่งสำหรับการตั้งสมมติฐานว่าคำพยากรณ์ที่ยังไม่ได้สำเร็จนั้นจะสำเร็จผลลงแท้จริง คำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ได้สำเร็จครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

ดังนั้น คำพยากรณ์ เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ควรได้รับการคาดหวังว่าจะ สำเร็จลุล่วงเป็นจริง ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การตีความเชิงเปรียบเทียบของคำพยากรณ์ที่ยังไม่ได้สำเร็จผล ควรจะถูกปฏิเสธ และการตีความตามจริงหรือตามปกติ ของคำพยากรณ์ ที่ยังไม่ได้สำเร็จผล ควรจะรับเอาไว้ ความเชื่อว่าไม่มียุคพันปีล้มเหลว เพราะไปใช้การตีความที่ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ การตีความหมายคำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จผลแตกต่างจากคำพยากรณ์ที่สำเร็จลง



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ความเชื่อว่าไม่มียุคพันปีคืออะไร ?